| |
ปอร์ทสมัธ "ไม่พลิก" แชมป์เอฟเอ คัพ
 |
|
นัดนี้ยังจะเป็นนัด
"ล้างบาป" ของเดวิด เจมส์ ด้วย เพราะในเอฟเอ คัพ 1996 และ 2000
เจมส์ออกมาตัดบอลพลาด จนต้นสังกัด ลิเวอร์พูล และแอสตัน วิลล่า
ต้องแพ้ใน บั้นปลาย
|
จาก 731 ทีมที่เข้าร่วมชิงชัย สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่
2 ทีม : ปอร์ทสมัธ และคาร์ดิฟฟ์ ที่ไม่มีใครคาดหวังว่าจะ ได้มายืนตรงนี้ต่อหน้าแฟนบอลทั่วโลก
เพื่อจ่อคิวเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ 2008 ณ สนามนิว เวมบลีย์
การแข่งขันที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม
2007 และเป็นทัวร์นาเมนต์บอลถ้วย 136 ปีซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกได้เดินทาง
มาถึงนัดสุดท้ายแล้วในวันนี้ 17 พ.ค. 2008 ที่จะเป็นครั้งแรกนับจาก ค.ศ.
1995 ที่แฟนบอลจะได้เห็น "แชมป์" นอกกลุ่มบิ๊กโฟร์: แมนฯยูฯ, เชลซี, อาร์เซนอล
และลิเวอร์พูล
และก็จะเป็นครั้งแรก นับจาก โจ
รอยล์ (เอฟเวอร์ตัน) ในปีดังกล่าวที่กุนซือสัญชาติอังกฤษ จะได้ชูถ้วยเกียรติยศเวอร์ชั่นที่
4 ซะที (เก่า และพังจนต้องสร้างใหม่ตามวันเวลา) ไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี เรดแนปป์
หรือเดฟ โจนส์ ก็ตาม
โจนส์ก็กล่าวแล้วครับว่า นี่คือเกียรติประวัติสูงสุดของเค้า
และเป็นวันที่ตัวเค้าเองภาคภูมิใจที่สุด และก็คิดว่า "เอฟเอ คัพ ไฟนัล"
คือ "ฝัน" ของทุกคนเช่นกัน
ให้ "ขยาย" ก็คือ กับเด็กผู้ชาย
คนหนึ่งที่เติบโตในสหราชอาณาจักร ถ้วย "เอฟเอ คัพ" และการได้เล่นในนัดไฟนอล
คือความ "ใฝ่ฝัน" ของทุกคน
สำหรับแฟนบอล การได้มีโอกาส ได้สัมผัส
+ ดื่มด่ำบรรยากาศนัดชิงชนะเลิศกับทีมรักก็คือ ความฝันของแฟนๆ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
 |
|
กุนซืออังกฤษคนแรกนับจาก
โจ รอยล์ กับเอฟเวอร์ตัน ในปี 1995 ที่ซิวถ้วยเอฟเอ คัพ!?
|
เมื่อรวมกับ "ตำนาน" หลากหลายผ่านประสบการณ์
นับศตวรรษของบอลถ้วยใบนี้ ฟุตบอลเอฟเอ คัพ จึงเป็น การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่
และเต็มไปด้วย "เมมโมรี" มากมายนับไม่ถ้วน
ผมเอง หรือก็คือชาวไทย/ชาวเอเชียคนหนึ่งก็เติบโตขึ้นมา
"เอฟเอ คัพ" ในรูปแบบที่จะได้ชมการถ่ายทอดสดทาง "ฟรีทีวี" ทุกปีตั้งแต่จำความได้
"เอฟเอ คัพ" สมัยแรกที่ผมได้ดูคือ
ในปี ค.ศ.1981 ที่สเปอร์สเอาชนะแมนฯซิตี้ได้แชมป์ไปครองก่อนที่ "บอลโลก
1982" คือบอลโลกสมัยแรกของผมตามด้วยการค้นพบว่า ลิเวอร์พูลเป็น "ทีมรัก"
หลังชัยชนะในลีก คัพ 1983 เหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
หลาย ๆ ท่านในบ้านเราก็น่าจะมีความทรงจำกับ
"เอฟเอ คัพ" หลากหลายกันไป แต่เชื่อเถอะครับว่า ไม่มากก็น้อย "เอฟเอ คัพ
ไฟนัล" จะเป็น 1 ในฟุตบอลนัดสำคัญที่ทุกคนจะไม่พลาดเฝ้าชมจากหน้าจอโทรทัศน์แน่ๆ
พูดด้านดีๆ กันไปพอควรแล้ว ก็ขอพูดถึงอีกด้านกันบ้าง
เพราะการที่ปีนี้ไม่มี "บิ๊กโฟร์" เข้าชิงฯ หรือเข้าตัดเชือกยังเป็นการพิสูจน์
"เทรนด์" ในช่วงหลังของถ้วยฟุตบอลใบที่เก่าแก่ที่สุดในโลกใบนี้
"บิ๊กโฟร์" หรือหลายทีมพรีเมียร์ลีก
ไม่ได้เน้น "เอฟเอ คัพ" มากเท่าที่ควรจะเป็น หรือเท่าที่ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของ
"เอฟเอ คัพ" บ่งบอก
เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีถ้วย "หูยักษ์"
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เข้ามาเป็นตัวแปร และ "เม็ดเงิน" จากการได้แชมป์
(25 ล้านปอนด์) หรือการเข้ารอบลึกๆ นั้นมีมูลค่าสูงมากจนลำดับความสำคัญนั้นเปลี่ยนไป
หากถามผู้เล่น เฉพาะอย่างยิ่งนักเตะอังกฤษ
หรือในสหราชอาณาจักร คำตอบสุดท้ายก็ไม่น่าเปลี่ยนแปลงไปจาก "ความใฝ่ฝัน"
จะได้เล่น "เอฟเอ คัพ ไฟนัล" เหมือนเดิม
แต่กุนซือ "บิ๊กโฟร์" บางทีไม่ได้มองเช่นนั้น
และเลือกให้ความสำคัญกับการจบฤดูกาลด้วย "อันดับ 4" หรือเกมในแชมเปี้ยนส์
ลีก มากกว่า
 |
|
จิมมี
ฟลอยด์ ฮาสเซลเบงค์ ทีเด็ดของ คาร์ดิฟฟ์ ที่หากชนะก็จะเป็นทีมที่
9 ใน ประวัติศาสตร์จาก นอกลีกสูงสุดที่คว้าแชมป์ ได้ (ครั้งสุดท้ายคือ
เวสต์แฮมเหนือ อาร์เซนอลในปี 1980 โน้น...)
|
เพราะ "เม็ดเงิน" มากกว่า "Glory"
หรือเกียรติยศที่กินไม่ได้
ฉะนั้น คู่ชิงฯปีนี้จึงเป็น การดีต่อเกมการแข่งขัน
เพราะได้ 2 ทีมที่ไม่มีใครคาดหวังอันสะท้อนว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในเกมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้
"เส้นทาง" การเข้ามาถึงนัด The
Final ก็สะท้อนเช่นนั้น เพราะทั้งคู่ผ่านทีมพรีเมียร์ลีกแค่ทีมเดียวในรอบ
8 ทีมสุดท้ายเหมือนๆ กันนั่นคือ โบโร่สำหรับคาร์ ดิฟฟ์ และแมนฯยูฯสำหรับปอมปีย์
จุดนี้จึงแสดงว่า นอกจาก "ฝีมือ"
แล้วโชคชะตาผ่านการ "จับติ้ว" ก็มีผลเช่นกันในซีซั่นที่ผมยกให้บาร์นสลีย์
เป็น "พระเอก" ตัวจริงเพราะชนะทั้งลิเวอร์พูล และเชลซีมาได้ก่อนจะพลาด
ให้คาร์ดิฟฟ์นิดเดียว ตอนตัดเชือกทั้งที่เล่นได้ไม่เป็นรอง
สำหรับตัวผู้เล่น ปอร์ทสมัธนั้นเหนือกว่าเยอะ
เพราะ "ฟูลทีม" และจะได้ทั้งเดวิด เจมส์ และโซล แคมป์เบลล์ กลับมา ขณะที่คนอื่นๆ
ก็เป็นที่รู้จักในเกมระดับนานาชาติทั้งหมด
ตรงกันข้าม "บลูเบิร์ดส์" ของเดฟ
โจนส์ นั้นเป็นทีมผสมผสาน ระหว่างนักเตะหนุ่ม และเก๋า โดยมีชื่อที่คุ้นๆ
ก็เช่น ปีเตอร์ เองเคิลแมน, สตีเฟน แม็คเฟล, เทรเวอร์ ซินแคลร์, ปีเตอร์
วิตติ้งแฮม, โจ เลดลีย์ และอื่นๆ
แต่ "ทีเด็ด" ที่ทุกฝ่ายจับตามองคือ
จิมมี ฟลอยด์ ฮาสเซลเบงค์ ดาวซัลโวตัวเก๋า และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เจ็บสะโพกหายเจ็บกลับมาพอดีหลังไม่ได้เล่นตั้งแต่
ธ.ค.ปีก่อน
สุดท้ายก็คือ เจ้าหนูดาวรุ่ง ทีมชาติเวลส์วัย
17 ปี แอรอน แรมซีย์ ที่มีค่าหัวถึง 10 ล้านปอนด์ และจะกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ
2 ในประวัติศาสตร์หากได้เล่นในเกมนี้
ทรรศนะของผมก็คือ ฟุตบอลนัดเดียว
อะไรเกิดขึ้นได้ก็จริง แต่ที่สุดแล้วปอร์ทสมัธที่ทั้งใหญ่ (เชิงบอล และรูปร่างด้วย),
แข็งแกร่ง, มีคลาส, ได้พัก + เตรียมตัวขนาดยอมแพ้ 4 นัดสุดท้ายในลีก จะทะลุเข้าป้ายแบบไม่ยากนักครับ
สุดท้ายก็คือ ฝากฟุตบอล แมนฯซิตี้
- รวมดาราไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก และบอลประเพณีจุฬาฯ - ธรรมศาสตร์ ที่แข่งขันกันในวันนี้ด้วยนะครับ
|
|