อังกฤษ :
อัพเดท
13 พฤษภาคม 2551

โดย ไข่มุกดำ
khaimukdam@hotmail.com

"เมสเซจ" จากเซอร์อเล็กซ์

"ที่สอง" แปลว่า "ดีไม่พอ" ในเกม ฟุตบอลสมัยใหม่ และอัฟรัม แกรนต์ ต้องโบกมืออำลาทีมแน่นอน หากเค้าแพ้ที่ ลุซนิกี้ สเตเดี้ยม
ผมจำความรู้สึกตัวเองได้แม่นว่า ตอนไปอยู่อังกฤษ 2 ปี และแมนฯยูไนเต็ดซิว "Treble" แชมป์ได้ในปี 1999 ผมแอบคิดว่า หากผมเป็นเฟอร์กี้ผมจะ "วางมือ"
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากกว่า ความคิด + รู้สึกแบบไร้เดียงสาของคนเลยวัยเบญจเพสได้ไม่กี่ปีที่คิดว่า นั่นน่าจะเป็นจุดสูงสุดของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับทีมแมนฯยูไนเต็ดแล้ว
"เส้นกราฟ" นับจากนั้นน่าจะมีแต่โค้งลง ฉะนั้นก่อน ที่จะรอให้ถึงจุด "ต่ำสุด" ของเส้นกราฟ เฟอร์กี้น่าจะถอยหลังออกมาซะเองจะดีกว่า
ประมาณว่า "บ๊าย บาย" ตอนตัวเองอยู่บนจุดสูงสุด เพราะประวัติศาสตร์มากมายในหลายแขนงอาชีพทั้งกีฬา และชีวิตต่างก็บ่งบอกไว้เช่นนั้น
กีฬามวยอาจจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด เพราะวัยฉกรรจ์กับวัยตอนโรยรานั้นต่างกันมาก และก็มีหลายๆ ครั้งที่เราได้เห็นนักมวยพ่ายแพ้แบบ ไม่มีสภาพในยุครุ่งเรืองเหลืออยู่เพียงเพราะว่า ไม่รู้จักตัวเอง และทนกลิ่นสาบนวมไม่ไหว
ที่จะยิ่งน่าทึ่งก็คือ ถ้วยรางวัล ของเฟอร์กี้ กับแมนฯยูฯ จะไม่ได้หยุด อยู่เพียงแค่นี้ เริ่มต้นที่ UCL Final วันที่ 21 พ.ค.นี้!?
ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ยอดนักชกขวัญใจของผมคือหนึ่งใน ตัวอย่างนักมวยที่เป็นเช่นนั้นหลังจากคัมแบ็กครั้งแล้ว ครั้งเล่าหลังประกาศแขวนนวมครั้งแรกในปี 1982 ก่อนจะเลิกชกจริง ๆ ตอนอายุ 40 ในปี 1997 ที่โดนเฮคเตอร์ คามาโช่ ถล่มแพ้น็อกยก 5 แบบไม่เหลือสภาพ
อย่างไรก็ดี หากจะเปรียบเทียบ "เฟอร์กี้" กับนักมวยก็คงไม่ถูกนัก เพราะการเป็นโค้ชนั้นสามารถ "สร้างทีม" ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า และจะให้สดยกกล่องเป็น "ยังบลัด" ขนาดไหนก็ได้ แต่นักมวยไม่สามารถย้อนวัยได้
ทว่า สิ่งหนึ่งที่ต้อง "ชื่นชม" ว่า เฟอร์กี้เหนือกว่าคนอื่น ๆ ก็คือ ความสามารถในการรักษาแรงกระหายชัยชนะ และไฟในการต่อสู้ที่วันนี้กับวันนั้นเมื่อปี 1986 ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
ครับ "เฟอร์กี้" ไม่เหมือนคุณปู่วัย 66 ปีที่ "อิ่มตัว" กับความสำเร็จ หรือเหมือนคนแก่ที่เหมาะกับการเลี้ยงหลานที่บ้าน
จอห์น เทอร์รี แสดงสปิริตไป โรงพยาบาล ก่อนจะกลับมา ขอบคุณแฟน ๆ ที่สนาม แต่เค้า และลูกทีมมีงานที่ยาก กว่านั้น ด้วยการเรียก สปิริตครั้งใหญ่ เพื่อเอาชนะแมนฯยูฯ ให้ได้ ที่รัสเซีย ในช่วงเวลาที่ขวัญ และกำลังใจเป็นรอง
แต่เค้ายังดูเหมาะไม่เปลี่ยนแปลง กับบทบาทบนม้านั่งสำรอง และอาชีพความกดดันสูง ที่ผลตอบแทนเป็น "ชัยชนะ" นั้นหอมหวานเพียงพอหล่อเลี้ยงให้เค้า "ลืมแก่" ไปได้
ถึงตอนนี้ แมนฯยูฯซิวแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แล้ว 10 สมัย และมียอด รวมแชมป์ลีกสูงสุดถึง 17 สมัยตามหลังลิเวอร์พูลเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น
ยอดถ้วยรวมก็มากมายถึง 28 โทรฟี่กับแมนฯยูฯ แถม "แนวโน้ม" ยังจะมีตามมาเรื่อยๆ เฉพาะกับทีมที่เค้ากล่าวไว้หลังเกมกับวีแกนว่า ทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้แน่นอน และจะแซงได้แน่ๆ เช่นกัน เพราะอายุที่ยังน้อย
เหนือสิ่งอื่นใดคือ หากเอาชนะเชลซีได้ในวันพุธที่ 21 พ.ค.ศกนี้ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทีมชุดนี้จะถือว่า "ดีที่สุด" และ "ดีกว่า" ชุด 3 แชมป์ในปี 1999 อย่างสมบูรณ์
กับเกมดังกล่าวที่กล่าวถึงเชลซี ผมชอบมุมมองของ อลัน แฮนเซ่น ที่เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ "เดลี่ เทเรกราฟ" ว่า การได้แชมป์ไปแล้ว 1 ใบจะทำให้แมนฯยูฯได้เปรียบเชลซี เพราะมีถ้วยให้กอดอุ่นใจแล้ว 1 ใบ แต่เชลซีต้องเครียด และกดดันกับการจะ "มือเปล่า"
การบาดเจ็บของ จอห์น เทอร์รี ที่แม้เจ้าตัวจะออกมายืนยันแล้วว่า 3-4 วันก็น่าจะกลับมาเทรนนิ่งได้ หรือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ข่าวว่า "เจ็บเข่า" แต่ก็เล่นได้เต็ม 90 นาทีในเกมกับโบลตัน ถือว่าไม่ใช่ข่าวที่เหมาะกับการเตรียมตัวของทีม
ไม่ใช่แค่เฟอร์กี้, สโคลส์, เนวิลล์, ฟาน เดอร์ ซาร์ เท่านั้นที่ "Evergreen" หรือไม่มีแก่ในทีมชุดนี้ แต่ไรอัน กิ๊กส์ นี่แหละคือตัวจริง เสียงจริง และจะทำลายสถิติลงสนามมากที่สุด 758 นัดของ เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ทันทีในเกม UCL Final กับเชลซีครับ
ตรงกันข้าม นักเตะปิศาจแดงนั้นพร้อม 100% และมีทั้งขวัญ + กำลังใจเต็มเปี่ยม ฉะนั้นหากให้เตะกันวันนี้พรุ่งนี้ ผู้ชนะน่าจะมีได้แค่ทีมเดียวนั่นคือ แมนฯยูฯ
แต่เชลซียังมีเวลาอีกเกือบ 10 วันซึ่งไม่มาก ไม่น้อยในเกมนัดเดียวที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ และด้วยพลังเกมรับที่แข็งแกร่งนำโดย ปีเตอร์ เช็ก ที่น่าจะเป็นมนุษย์คนเดียว ในโลกที่มีแวว หยุด พลังเกมรุกไร้เทียมทาน ทีมปิศาจแดง นำโดย โรนัลโด้ เจ้าของ 41 ประตูในซีซั่นนี้ได้
โอกาสที่ "เฟอร์กี้" จะได้สถาปนา "เมสเซจ" ของตัวเองที่ว่าทีมชุดนี้ "ดีที่สุด" และ "ดีกว่า" ทีมชุด 3 แชมป์ปี 1999 จึงไม่ใช่เรื่อง "ไร้อุปสรรค" และไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถ underestimate หรือประเมินเชลซีต่ำได้ เพราะก็ รู้ ๆ กันอยู่ว่า ทีมเชลซี "วิญญาณ" โจเซ่ มูรินโญ่ ขับเคลื่อนโดย อัฟรัม แกรนต์ ทีมนี้มีคุณสมบัติการ ต่อสู้จากสถานการณ์ตายไปแล้ว (Resilience) ขนาดไหน
ซึ่งนั่นเป็นสิ่ง ที่แกรนต์ และนักเตะเชลซีต้องพิสูจน์ ตัวเองในวันที่ 21 พ.ค.2008 แต่ ณ วันนี้ กระทั่งวันนั้น ผมไม่คิดว่าจะมีใครอยากถือหางเชลซีเลยครับ
ไข่มุกดำ 's column โดย ไข่มุกดำ
ข้อมูลจาก
หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 3218
 
 

Back to the top