| |
ผีสมัยที่10!
ป๋าสั่งเดินหน้าต่อ
ส่งผีแดงเจ้ายุโรป โด้จิ๋วโวจุดโทษขนม
กิ๊กส์ปลื้มทุบสถิติ
ผลฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551

วีแกน 0-2
แมนฯยูไนเต็ด
สนาม : เจเจบี สเตเดียม
ประตู : 0-1 คริสติอาโน่
โรนัลโด้ (จุดโทษ) น.33,0-2 ไรอัน กิ๊กส์ น.80
ผู้ชม : 25,113 คน
"เรด เดวิลส์" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ประกาศศักดาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสองสมัยติดต่อกัน อย่างยิ่งใหญ่สุดๆ เมื่อบุกไปอัดวีแกนอย่างสวยงาม
2-0 เข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งของตารางได้ตามโผ
เกมนี้เป็นนัดชี้ชะตาของแมนฯยูไนเต็ด
ว่าจะครองแชมป์ได้รึเปล่า ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ส่งผู้เล่นชุดใหญ่แบบไม่มีกั๊ก
เวย์น รูนีย์,คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และคาร์ลอส เตเบซ ยืนลงสนามกันอย่างพร้อมเพรียง
ขณะที่วีแกนในเกมนี้ขาดตัวหลักไปหลายคนเหมือนกัน
ทั้งเควิน คิลเบน และมาริโอ เมลช็อต แต่อย่างไรก็ตามชุดผู้เล่นที่มีอยู่ก็นับว่าแข็งแกร่งใช้ได้
มีอันโตนิโอ บาเลนเซีย กับเอมิล เฮสกีย์เป็นหัวใจสำคัญ
ออกสตาร์ตขึ้นมาเป็นวีแกนที่เริ่มได้ดีกว่าอย่างน่าเซอร์
ไพรส์ และมีจังหวะจบสกอร์ก่อน 2-3 ครั้ง แต่ทว่าก็ยังไม่ผ่านมือของฟาน
เดอร์ ซาร์
แต่แมนฯยูฯ ก็คือ แมนฯยูฯ แค่เวลาไม่นานนัก
พวกเขาก็ครองเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นาทีที่ 19 พอล สโคลส์ ล็อกหลบพอล
ชาร์เนอร์ได้สวย ก่อนตะบันเต็มเหนี่ยวทันที แต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ไกล
นาทีที่ 23 สโคลส์ แทงบอลให้โรนัลโด้ควบไปเอาบอลที่สุดเส้นหลัง
ก่อนปาดเข้ามากลางประตู คาร์ลอส เตเบซ กำลังจะวิ่งมาหวดเหน่งๆอยู่แล้ว
แต่ เอ็มเมอร์สัน บอยซ์ เคลียร์ออกไปได้นิดเดียว
อีกสี่นาทีต่อมามีจังหวะน่ากังขาเกิดขึ้นในเกม
เมื่อเจสัน คูมาส ปั่นบอลโค้งนอกเขตโทษ บอลพุ่งมาชนบริเวณท่อนแขนตอนบน
ของริโอ เฟอร์ดินานด์ ในเขตโทษ แต่ทว่าผู้ตัดสินเบนเนตต์กลับไม่ให้จุดโทษกับวีแกน
แต่แล้วถัดจากนั้นแค่ไม่กี่นาที
แมนฯยูไนเต็ดก็กลับเป็นฝ่ายขึ้นนำ 1-0 ซะอย่างนั้น เมื่อบอยซ์เข้าไปเสียบเวย์น
รูนีย์แบบห้าสิบห้าสิบ คราวนี้ผู้ตัดสินไม่ลังเลเป่าเป็นจุดโทษทันที และ
คริสติอาโน่ โรนัลโด้ อัดเปรี้ยงเสียบมุมไม่มีเหลือ
อย่างไรก็ตามก่อนหมดครึ่งแรกเล็กน้อย
วีแกนมีโอกาสตีเสมอเหมือนกัน จากที่มาร์คัส เบนท์ ได้วอลเลย์เหน่งๆในเขตโทษ
แต่คุมบอลไม่ดีเลยหลุดข้างไปแบบได้เสียว
เปิดฉากมาในครึ่งหลัง แมนฯยูไนเต็ดได้โอกาสทักทายก่อน
จากลูกฟรีคิกระยะ 25 หลา โรนัลโด้ใช้ร็อคเก็ตไม้ตายก้นหีบ ตะบันเต็มเหนี่ยว
แต่ก็ไม่พ้นมือเคิร์กแลนด์ที่ทุบออกไปได้
นาทีที่ 54 ทีมผีแดงมีโอกาสสองครั้งติดๆกัน
จากลูกโขกของโรนัลโด้ ที่หลุดกรอบออกไปเสี้ยวเดียว กับลูกยิงเรียดนอกเขตของรูนีย์
แต่เคิร์กแลนด์ปัดเอาไว้ได้
วีแกนถึงจะโดนโหมบุกหนักก็จริง
แต่ก็ได้สวนมาบ้างเหมือนกันนาทีที่ 68 เจสัน คูมาสเปิดฟรีคิกเข้ามาที่หน้าประตู
เอมิล เฮสกีย์สะบัดโขกข้ามคานไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
อย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้นในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้
ก็สิ้นสุดลงจนได้ เมื่อแมนฯยูไนเต็ดได้ประตูย้ำชัยในนาทีที่ 80 จากเวย์น
รูนีย์ที่แทงบอลให้ไรอัน กิ๊กส์ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมา หลุดเดี่ยว แปสวนตัวเคิร์กแลนด์เข้าไปอย่างง่ายดาย
ส่งผีแดงนำ 2-0 แล้ว
ช่วงเวลาที่เหลือจากสกอร์ที่ขาดไปแล้ว
ทำให้ทั้งสองทีมก็ไม่ได้โหมทุ่มเทอะไรกันมาก ต่างคนต่างเคาะบอลกันไปมาเรื่อยๆ
จนหมดเวลา 90 นาที
ท้ายที่สุดจึงทำให้แมนฯยูไนเต็ดก้าวขึ้นไปเถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
และสร้างสถิติต่างๆมากมาย ทั้งทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุด และน้อยที่สุดในลีก
แถมยังคว้าแชมป์พรีเมียร์เป็นสมัยที่ 10 จากทั้งหมด 16 ครั้งอีกต่างหาก
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
วีแกน
: คริส เคิร์กแลนด์ 8,เอ็มเมอร์สัน บอยซ์ 6,ไตตัส บรัมเบิล 6,พอล ชาร์เนอร์
60,เมย์เนอร์ ฟิเกอรัว 7,อันโตนิโอ บาเลนเซีย 5,วิลสัน ปาลาซิออส 7,ไมเคิล
บราวน์ 6(มาร์ลอน คิง 5น.81),เจสัน คูมาส 7,มาร์คัส เบนท์ 6(อองตวน ซิเบียร์สกี้
6 น.81),เอมิล เฮสกีย์ 7
สำรองไม่ได้ลงสนาม : ไมเคิล
พอลลิตต์,ไรอัน เทย์เลอร์, โจซิป สโกโก้
ใบเหลือง : อันโตนิโอ บาเลนเซีย,วิลสัน
ปาลาซิออส,เอมิล เฮสกีย์
แมนฯยูไนเต็ด : เอ็ดวิน
ฟาน เดอร์ ซาร์ 6,เวส บราวน์ 6,ริโอ เฟอร์ดินานด์ 6,เนมานย่า วิดิช 7,พาทริซ
เอวร่า 7,คริสติอาโน่ โรนัลโด้ 7,ไมเคิล คาร์ริก 6,พอล สโคลส์ 5(โอเว่น
ฮาร์กรีฟส์ 6 น.70),พาร์ก จี ซอง 6(ไรอัน กิ๊กส์ 8 น.68),คาร์ลอส เตเบซ
7,เวย์น รูนีย์ 8
สำรองไม่ได้ลงสนาม : โทมัส
คุสแซ็ก,หลุยส์ ซาฮา,มิกาเอล ซิลแวสตร์
ผู้ตัดสิน : สตีฟ เบนเนตต์
เชลซี 1-1 โบลตัน
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์
ประตู : 1-0 อังเดร เชฟเชนโก้
น.62,1-1 เควิน เดวี่ส์ น.90
ผู้ชม : 41,755 คน
เชลซีต้องกลายเป็นแค่รองแชมป์ เมื่อทำได้เพียงแค่เสมอกับโบลตันไป
1-1 โดยโดนตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
เริ่มเกม ฝั่งเชลซีเดินเครื่องเล่นเกมรุกทันที
และก็มาได้ลุ้นประตูครั้งแรกในนาทีที่ 8 เมื่อบัลลัคได้บอลที่ริมเส้นเขตโทษด้านซ้าย
ก่อนจะกระชากไปหาเส้นหลัง แล้วจัดการผ่านเรียดเข้ากลาง ดร็อกบาวิ่งเข้ามายิงที่เสาสองระยะ2
หลา แต่หอกไอวอรี โคสต์กลับแปหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย
แต่แล้ว นาทีที่ 10 เชลซีต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก
เพราะต้องมาเสียจอห์น เทอร์รี่ไป เพราะเจทีได้รับบาดเจ็บไหล่หลุดในจังหวะที่เทกตัวเบียดแย่งบอลเควิน
เดวี่ส์และปีเตอร์ เช็ก ซึ่งแขนของเทอร์รี่นั้นไปกระแทกกับเข่าของเช็กเต็มๆ
ทำให้อัฟรัม แกรนต์ต้องส่งเบลเล็ตติลงมาขัดตาทัพแทน
นาที 21 เชลซีได้เสียวกันอีก เมื่อแลมพาร์ดไปโดนสอยร่วงหน้ากรอบเขตโทษ
ดร็อกบาจัดการสังหารฟรีคิกจากระยะ 25 หลา บอลพุ่งเฉี่ยวสามเหลี่ยมไปเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
เท่านั้น
รูปเกมของโบลตันสู้ทางด้านเชลซีไม่ได้เลย
แต่ก็ยังจังหวะ ได้ลุ้นเจาะประตูบ้าง เมื่อแมทธิว เทย์เลอร์กระหน่ำยิงไกล
30 หลา ทว่าบอลก็พุ่งหลุดกรอบออกไป นาที 31
จากนั้นเชลซียังคงขึงพืด กดดันโบลตันต่อไป
โจ โคลเลื้อยขึ้นมาทางขวา ก่อนจะตัดเข้ากลาง ก่อนจะหวดเต็มแข้งจากระยะ
25 หลา แต่อาลี อัล ฮับซี่ยังเหยียดตัวพุ่งไปตะปบบอลติดมือไว้ได้ นาที
36
ท้ายครึ่งแรก เชลซีบุกหนักแต่ก็ยังฝ่าแนวรับของโบลตันไปเจาะตาข่ายไม่ได้
จบ 45 นาทีแรก เสมอกัน 0-0
ออกสตาร์ตครึ่งหลังมาแค่ 2 นาที
เชลซีเกือบได้ประตูแบบสุดๆ เมื่อมาลูด้าโชว์ทักษะพลิกตัวกระหน่ำลูกยิงใบไม้ร่วงจากระยะ
25 หลา แต่อัล ฮับซี่บินปัดปลายมือได้ ก่อนที่บอลจะพุ่งไปชนคานอีกที จากนั้นอัล
ฮับซี่ก็ตามมาตะครุบบอลเก็บตกไว้ได้
รูปเกมยังคงเป็นทางด้านเชลซีที่ลุยเข้าใส่แบบวันเวย์
กระทั่งนาที 60 ดร็อกบาโชว์พาวกระชากบอลโซโล่เดี่ยวจากแดนกลางจี้เข้าไปในเขตโทษด้านซ้าย
ก่อนจะอัดเต็มข้อจากระยะ 6 หลา แต่อัล ฮับซี่ยังปัดข้ามคานออกไปได้
อย่างไรก็ตาม นาที 62 เชลซีก็ชิงจังหวะขึ้นนำได้สำเร็จ
เมื่อสิงโตพันล้านได้ลูกเตะมุม บอลชุลมุนอยู่ในเขตโทษหลายจังหวะ ก่อนที่โจ
โคลจะยิงอัดจากหน้ากรอบเขตโทษ และเชฟเชนโก้จัดการแปเปลี่ยนทางจากระยะ 6
หลาเข้าไปเป็นประตู
อีก 3 นาทีต่อมา เอล ฮัดจิ ดิยุฟได้หลุดเข้าไปยิงระยะ4
หลาแต่ปีเตอร์ เช็กยังบล็อกออกหลังไปได้อย่างยอดเยี่ยม
เชลซียังเล่นได้ดีกว่าโบลตัน แต่ทว่านาที
80 เดอะ ทร็อตเตอร์สเกือบได้ประตูเหมือนกัน เมื่อปีเตอร์ เช็กออกมาตัดบอลจากการเปิดของดิยุฟไม่ดี
ทำแม็คแคนน์กระดกยิงสวนทันที แต่บอลก็ไปชนคาน กระดอนมาชนตัวจิอันนาโคปูลอสอีกทีนึง
วิถีบอลทำท่าจะเข้าประตูอยู่แล้ว แต่แอชลี่ย์ โคลสวมวิญญาณฮีโร่ตามมาเคลียร์จากเส้นประตูได้อย่างเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม โบลตันก็มาทวงประตูตีเสมอจนได้
เมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกมา 3 นาที เมื่ออเล็กซ์เคลียร์บอลไปเข้า
ทางปืนของเควิน เดวี่ส์ และดาวเตะทร็อตเตอร์สก็ยิงสวนจากระยะ 12 หลา บอลพุ่งลอดขาอเล็กซ์
ก่อนจะลอดขาปีเตอร์ เช็กอีกที เข้าไปตุงตาข่าย จบเกมเสมอกัน 1-1
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
เชลซี
: ปีเตอร์ เช็ก 5,มิกาเอล เอสเซียง 6,อเล็กซ์ 6,จอห์น เทอร์รี่ 6(ชูเลียโน่
เบลเล็ตติ 6 น.14),แอชลี่ย์ โคล 6,โคล้ด มาเกเลเล่ 5(อังเดร เชฟเชนโก้
6 น.46),แฟรงค์ แลมพาร์ด 7,มิชาเอล บัลลัค 6,ฟลอร็องต์ มาลูด้า 7,ดิดิเยร์
ดร็อกบา 7,โจ โคล 7(จอห์น โอบิ มิเกล 6 น.79)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : คาร์โล
คูดิชินี่,ซาโลมง คาลู
ใบเหลือง : ดิดิเยร์ ดร็อกบา
น.81
โบลตัน : อาลี อัล ฮับซี่
8,เกรตาร์ สตีนส์สัน 6,แอนดี้ โอไบรอัน 6,แกรี่ เคฮิลล์ 7,เจลอยด์ ซามูเอล
5,เควิน เดวี่ส์ 6,โจอี้ โอไบรอัน 6,กาวิน แม็คแคนน์ 6,เควิน โนแลน 6,แมทธิว
เทย์เลอร์ 6,เอล ฮัดจิ ดิยุฟ 5(สเตลิออส จิอันนาโคปูลอส 6 น.69)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : เอียน
วอล์กเกอร์,ยุสซี่ ยาสเคไล เน่น,อับดุลลาเย่ เมอิเต้,ทาเมียร์ โคเฮน
ใบเหลือง : โจอี้ โอไบรอัน
น.17,กาวิน แม็คแคนน์ น.39,เควิน เดวี่ส์ น.45
ผู้ตัดสิน : คริส ฟอย
ซันเดอร์แลนด์
0-1 อาร์เซนอล
สนาม : สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์
ประตู : 0-1 ธีโอ วัลคอตต์
น.24
ผู้ชม : 47,802 คน
วัลคอตต์สังหารประตูโทนช่วยอาร์เซนอลฟันชัยเหนือซันเดอร์แลนด์
ส่งความสุขให้แฟนเดอะ กันเนอร์สได้แฮปปี้กันในนัดส่งท้ายฤดูกาล พร้อมทั้งคว้าอันดับ
3 ไปครอง
ออกสตาร์ตเกมได้เพียง 7 นาทีเท่านั้น
อาร์เซนอลเริ่มโชว์ความแพรวพราวทันที เบนด์ทเนอร์ทำชิ่งบอลให้เอบูเอ้บริเวณหน้าเขตโทษ
ก่อนที่เอบูเอ้จะตบกลับเข้ากลาง ให้อเดบายอร์เข้าฮอสตรงจุดโทษ แต่ฟูล็อปยังไวทายาด
ผวาออกมาบล็อกไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
จากนั้น เกมยังคงสู้กันอย่างสนุกสูสี
แต่เป็นทางด้านอาร์เซนอลที่ได้ลุ้นเสียวกันอีกครั้ง เมื่อธีโอ วัลคอตต์
โชว์ทักษะ พลิกตัวยิงจากระยะ 20 หลา แต่ มาร์ตอน ฟูล็อป ยังตะครุบติดมือไว้ได้ไม่พลาด
ในนาทีที่ 23
แต่จากนั้นเพียงแค่นาทีเดียว อาร์เซนอลก็สามารถขึ้นนำ
1-0 ได้จากจังหวะฉาบฉวยเมื่อจิลแบร์โต้จ่ายบอลทะลุช่องจากแดนกลางให้วัลคอตต์ใช้สปีดควบเข้าไปเอาบอล
ก่อนแตะหลุดเข้าไปในเขตโทษด้านขวา แล้วยิงสวนตัวฟูล็อปเข้าไปตุงตาข่าย
จากนั้น ฝั่งซันเดอร์แลนด์ได้ลุยใส่อาร์เซนอลบ้าง
วอล เลซจัดการบอมบ์เข้าไปในเขตโทษ ลีดบิตเทอร์เปิดกบาลโขกที่ระยะ 12 หลา
แต่บอลเหินข้ามคานออกไป ในนาที 34
ช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรก เกมของทั้งสองทีมยังคงเบียดบี้ใกล้กันเคียงกันมากๆ
แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดเจาะประตูกันได้เพิ่ม จบครึ่งแรกอาร์เซนอลยังนำอยู่
1-0
รีเทิร์นกลับมาเล่นในครึ่งหลัง
ซันเดอร์แลนด์ตั้งเกมได้ดีขึ้น และก็มีจังหวะลุ้นประตูจากจังหวะที่แดนนี่
คอลลินส์สาดบอลไปให้โอโดโนแวนเขก 12 หลาแต่บอลข้ามคานไปนิดเดียว
ฝั่ง "ปืนใหญ่" มาได้เสียวกันอีกครั้ง
ในนาทีที่ 59 เมื่อมาได้ลูกโทษ 2 จังหวะที่ระยะ 6 หลา อเดบายอร์เขี่ยให้จิลแบร์โต้ยิง
แต่กัปตันอาร์เซนอลในเกมนี้กลับยิงเฉือนหลุดกรอบออกไป
จากนั้นในนาที 65 ดไวท์ ยอร์กเปิดบอลให้โอโดโนแวนซัดระยะ12
แต่ ฟาเบียงสกี้ยังรับเข้าซองไว้ได้ไม่พลาด
ช่วงท้ายเกม อาร์เซนอลกับมาครองเกมได้อีกครั้ง
กระทั่งนาที 90 มาร์ค แรนดัลล์สับไกเต็มๆตีนระยะ 18 หลากลางประตู ทว่ามาร์ตอน
ฟูล็อปยังบินปัดออกไปได้ จบเกม อาร์เซ-นอลบุกมาเก็บชัย 1-0
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
ซันเดอร์แลนด์
: มาร์ตอน ฟูล็อป 9,ดีน ไวท์เฮด 8,จอนนี่ อีแวนส์ 9,ไนรอน นอสวอร์ธีย์
8,แดนนี่ คอลลินส์ 8,คาร์ลอส เอ็ดเวิร์ดส 8(เลียม มิลเลอร์ 7 น.71),ดไวท์
ยอร์ก 7(ไมเคิล โชปร้า 7 น.75),แกรนต์ ลีดบิตเทอร์ 8,รอส วอลเลซ 7,แอนดี้
รีด 8,เคนเวย์น โจนส์ 7(รอย โอโดโนแวน 7 น.46)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : เคร็ก
กอร์ดอน,แดนนี่ ฮิกกิ้นบอทแธ่ม
ใบเหลือง : แดนนี่ คอลลินส์
น.54
อาร์เซนอล : ลูคัส ฟาเบียงสกี้
8,อเล็กซานเดร ซง 8,ฟิลิปป์ เซนเดอรอส 7,โยฮัน โฌรู 7,กาแอล คลิชี่ 7,เอ็มมานูเอล
เอบูเอ้ 7( มาร์ค แรนดัลล์ 8 น.81),เดนิลสัน 6,จิลแบร์โต้ 6,ธีโอ วัลคอตต์
9,เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ 7,นิคลาส เบนด์ทเนอร์ 6(อาร์มง ตราโอเร่ 6 น.81)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : วิโต
มานโมเน่,ฮาวาร์ด นอร์ดเวียท, นาเซอร์ บาราซิเต้
ใบเหลือง : กาแอล คลิชี่
น.82
ผู้ตัดสิน : คีธ สตราวด์
สเปอร์ส 0-2
ลิเวอร์พูล
สนาม : ไวท์ ฮาร์ท เลน
ประตู : 0-1 อังเดร โวโรนิน
น.69, 0-2 เฟร์นันโด ตอร์เรส น.74
ผู้ชม : 36,063 คน
"เอล นินโญ่" ทำลายสถิติของรุด
ฟาน นิสเตลรอย ได้สำเร็จในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ช่วยให้ "หงส์แดง" บุกมาถล่มงานอำลาดิมิตาร์
เบอร์บาตอฟ กับ "ไก่เดือยทอง" จนกร่อย
นัดนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเกมสุดท้ายของเบอร์บาตอฟ
กับสเปอร์สแล้ว โดยหลังจบฤดูกาลนี้หัวหอกชาวบัลแกเรียจะย้ายออกจากทีมไป
ซึ่งฆวนเด้ รามอสก็ให้ลงเป็นตัวจริงตามปกติ
ด้านลิเวอร์พูลนัดนี้ราฟาเอล เบนิเตซ
ยึดผู้เล่นชุดหลักๆลงเกือบครบทุกตำแหน่งแต่ปรับมาเล่น 4-4-2 โดยให้อังเดร
โวโรนินมายืนคู่กับเฟร์นันโด ตอร์เรสในแดนหน้า และให้โอกาสเจ้าหนูเอมิเลียโน่
อินซัว ลงเป็นตัวจริงต่ออีกนัดเพื่อทดสอบระดับการเล่น
แต่ในช่วง 45 นาทีแรกนั้นเป็นเกมที่ค่อนข้างน่าเบื่อเนื่องจากทั้งสองทีมไม่มีโอกาสลุ้นทำประตูกันแบบจะแจ้งเลย
โอกาส 2 ครั้งจริงๆที่น่าจะได้ลุ้นก็คือลูกที่โวโรนิน ได้ปรี่เข้าไปยิงตามน้ำในเขตโทษตั้งแต่นาทีที่
10 แต่ก็ตรงตัวเชร์นี่
ส่วนสเปอร์สมาได้เสียวจากลูกโขกของเบอร์บาตอฟในช่วงกลางครึ่งแรก
ที่ทำให้เรน่าต้องผวาปัดออกไปด้วยปลายนิ้ว ก่อนที่จะไม่มีอะไรอีกจนจบครึ่งแรกก็เลยยังเจ๊ากันอยู่
0-0
บอลมามีรสชาติมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังเมื่อหงส์แดงเริ่มเน้นขึ้น
ส่วนสเปอร์สไปเปลี่ยนแดนกลางเอาทอม ฮัดเดิลสตันกับตีมู ไตนิโอลงมา ทำให้เกมเริ่มเป็นรอง
แค่ 2 นาทีหลังลงมาลุยกันใหม่ ตอร์เรส
ก็ทักทายราเด็ค เชร์นี่ ประตูทีมเจ้าถิ่นที่ได้ลงสนามเป็นเกมสุดท้ายก่อนจะย้ายทีมเช่นกัน
แต่จากนั้นสเปอร์สก็แอบมีเสียวจากลูกวอลเลย์ด้วยซ้ายของมัลบรองก์ แต่ไปแฉลบแนวรับลิเวอร์พูลออกหลังไป
แต่ถึงนาทีที่ 69 ลิเวอร์พูลก็มาได้ประตูขึ้นนำ
1-0 เมื่อสเคอร์เทล วางบอลให้ตอร์เรส โขกเช็ดต่อให้โวโรนิน ได้หลุดเข้าไปยิงในเขตโทษผ่านเชร์นี่เข้าไปสบายๆ
สเปอร์สเกือบจะได้ประตูตีเสมอเหมือนกันในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
เมื่อเบอร์บาตอฟ ได้ซัดลูกฮาล์ฟวอลเลย์เต็มๆน่าเข้าสุดๆ แต่เรน่า ที่กำลังลุ้นได้ถุงมือทองคำเป็นฤดูกาลที่
3 ติดต่อกันก็โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้แบบสมราคา
ไม่ได้ประตูตีเสมอไม่พอยังต้องมาโดนทีเด็ดของตอร์เรสเล่นงานด้วย
โดยดาวยิงสเปนได้บอลจากเบนายูนจนหลุดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะลากจี้แล้วล็อกหลบดอว์สันจนหลังหักก่อนเข้าไปจิ้มบอลลอดขาเชร์นี่แบบเหนือสุดๆ
เป็นประตูที่ 24 ในลีกซึ่งเป็นการทำลายสถิติของรุด ฟาน นิสเตลรอย ที่เคยทำไว้ในฐานะกองหน้าต่างชาติที่ยิงในฤดูกาลแรกได้มากที่สุด
และถ้ารวมทุกถ้วยก็เป็นประตูที่ 33 แล้ว
ตอร์เรส ยังเกือบยิงประตูที่ 34
ให้ตัวเองได้อีกเมื่อได้ลองชิพบอลในช่วงท้ายเกมไปชนคานเข้าเต็มๆ ทำให้จบเกม
"หงส์แดง" ก็เลยชนะไปแค่ 2-0 แต่ก็ถือเป็นการปิดฉากฤดูกาลที่สวยงามทีเดียว
ยกเว้นแฟนไก่เดือยทองที่เซ็งปิดท้ายกับผลงานของทีมในเกมสุดท้าย
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
สเปอร์ส
: ราเด็ค เชร์นี่ 6, อลัน ฮัตตัน 5, ไมเคิล ดอว์สัน 4 (ดาร์เรน เบนต์ น.75
5), โจนาธาน วู้ดเกต 7, จิลแบร์โต้ 4, สตีด มัลบรองค์ 6, เจอร์เมน จีนัส
4 (ทอม ฮัดเดิลสตัน น.46 5), ดิดิเย่ร์ โซโกร่า 4, เจมี่ โอฮาร่า 5 (ตีมู
ไตนิโอ น.46 5), ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ 6, ร็อบบี้ คีน 5
สำรองไม่ได้ลงสนาม : พอล
โรบินสัน, ปาสกาล ชิมบงด้า
ใบเหลือง : ฮัตตัน น.63
ลิเวอร์พูล : โฆเซ่ มานูเอล
เรน่า 7, อัลบาโร่ อาร์เบลัว 6, เจมี่ คาร์ราเกอร์ 6, มาร์ติน สเคอร์เทล
6, เอมิเลียโน่ อินซัว 5, เดิร์ค เคาท์ 5 (ลูคัส ไลวา น.80 5), สตีเฟ่น
เจอร์ราร์ด 7, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ 6, ไรอัน บาเบิล 4 (ยอสซี่ เบนายูน
น.59 6), เฟร์นันโด ตอร์เรส 8, อังเดร โวโรนิน 6 (สตีฟ ฟินแนน น.71 5)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : ชาร์ลส์
อิตองด์เช่, ซามี่ ฮูเปีย
ใบเหลือง : อินซัว น.58
ผู้ตัดสิน : ยูราย เรนนี่
มิดเดิลสโบรห์
8-1 แมนฯ ซิตี้
สนาม : ริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม
ประตู : 1-0 สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง
น.16 (จุดโทษ), 2-0 อฟอน โซ่ อัลเวส น.37, 3-0 สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง น.58, 4-0
อฟอนโซ่ อัลเวส น.60, 5-0 อดัม จอห์นสัน น.70, 6-0 ฟาบิโอ โรเชมบัค น.80,
7-0 เฌเรมี่ อาลิอาดิแยร์ น.85, 7-1 เอลาโน่ น.87, 8-1 อฟอนโซ่ อัลเวส
น.90
ผู้ชม : 27,613 คน
"เรือใบสีฟ้า" อำลาสเวน โกรัน เอริคส์สันแบบฝันร้ายสุดๆ
เมื่อโดน "สิงห์แดง" ไล่ยิงถล่มกระจายถึง 8-1 ส่งท้ายฤดูกาลแถมส่อชวดโควตาได้ไปยูฟ่า
คัพจากรางวัลแฟร์เพลย์ด้วย
เกมส่งท้ายฤดูกาลที่ริเวอร์ไซด์
สเตเดี้ยม ทางมิดเดิลสโบรห์เจ้าถิ่นขนทัพชุดใหญ่ลงเล่นเต็มอัตราศึกเท่าที่จะมีเพื่อเอาใจแฟนๆ
ที่ให้กำลังใจมาตลอดฤดูกาล ขณะที่แมนฯ ซิตี้เองคาดว่าจะเป็นเกมสุดท้ายในตำแหน่งของสเวน
โกรัน เอริคส์สัน ผู้จัดการทีมที่จะโดนปลดหลังจบฤดูกาลนี้
แต่ดูเหมือนอะไรๆมันก็จะไม่เป็นใจไปหมดสำหรับซิตี้
เมื่อเล่นไปแค่ 13 นาทีก็ต้องเสียเบนจานี่ เอ็มวารูวารี ศูนย์หน้าตัวเก่งที่บาดเจ็บทำให้สเวน
ต้องเปลี่ยนเอาเนรี่ คาสตินโญ่ลงมาแทน
แถมหลังจากนั้นอีกแค่ 2 นาทีก็ต้องเหลือผู้เล่นน้อยกว่าเมื่อริชาร์ด
ดันน์ กัปตันทีมไปดึงตุนกาย ซานลี่ในเขตโทษ ผู้ตัดสินฟิล ดาวด์ ให้ใบแดงไล่ออกไป
แล้วก็เป็นสจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ที่สังหารผ่านอันเดรียส ไอซัคส์สันเข้าไปให้โบโร่ขึ้นนำ
1-0
จากนั้นโบโร่ ก็เป็นฝ่ายยำข้างเดียวโดยอฟอนโซ่
อัลเวส ได้มีโอกาสยิงจ่อๆในเขตโทษแต่ไอซัคส์สัน ก็ยังช่วยเซฟได้ดี แต่สุดท้ายถึงนาทีที่
37 ประตูสวีดิชที่เตรียมย้ายออกหลังจบฤดูกาลก็หมดสิทธิ์จะช่วยทีม เมื่อโรเชมบัค
จ่ายให้อัลเวส สังหารประตูที่สองให้โบโร่ ขึ้นนำเมื่อจบครึ่งแรก 2-0
แมนฯ ซิตี้ แม้จะย่ำแย่มาตลอดโดยเฉพาะในแนวรับ
แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าในช่วงครึ่งหลังจะมาเสียอีกรวดเดียวถึง 6 ประตูด้วยกัน
โดยฝันร้ายของซิตี้ มาเริ่มภาคสองเอาในนาทีที่ 58 เมื่อดาวนิ่ง ที่ดีวันดีคืนตั้งแต่ต่อสัญญาใหม่
ได้บอลโยนมาในเขตโทษแล้วดีดบอลไซด์ก้อยเข้าไปเสียบสามเหลี่ยมเสาไกล งามชนิดส่งประกวดได้เลย
ต่อมาอีก 2 นาที อัลเวสก็บวกสกอร์เป็น
4-0 เมื่อได้พลิกบอลในเขตโทษก่อนยิงเข้าไปแบบคมกริบ ก่อนที่ในนาทีที่ 70
กองหน้าดาวรุ่งอดัม จอห์นสัน จะขอมีชื่อบนสกอร์บอร์ดบ้าง
โบโร่ ยิ่งเล่นยิ่งมันในนาทีที่
80 ฟาบิโอ โรเชมบัค ก็ปั่นฟรีคิกจากระยะ 30 หลาเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปชนิดที่ไอซัคส์สัน
หมดสิทธิ์เซฟด้วยประการทั้งปวง สกอร์ไหลเป็น 6-0 แล้ว
งานยังเข้าไม่เลิกสำหรับซิตี้ เมื่อเฌเรมี่
อาลิอาดิแยร์ บวกสกอร์เข้าไปอีกเป็น 7-0 ก่อนหมดเวลา 5 นาที แต่ซิตี้ก็ตีไข่แตกมาได้หนึ่งเม็ดจากความสามารถเฉพาะตัวของเอลาโน่
ที่ลากตัดจากขวาเข้ามาก่อนปั่นโค้งด้วยอีซ้ายเสียบสามเหลี่ยมสวยงามไม่เบา
อย่างไรก็ดี เกมรับที่ทุเรศของซิตี้ซึ่งเล่นเหมือนประชดใครอยู่
ก็ทำตัวเองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อไปเล่นกันผิดพลาดเองจนสุดท้ายก็เป็นอัลเวส
ที่ได้แปโล่งๆหน้าประตูเป็นแฮตทริกของตัวเองและเป็นประตูปิดท้ายให้โบโร่
ถล่มไป 8-1 ในเกมส่งท้ายของฤดูกาล ส่วนแมนฯ ซิตี้นั้นคงได้โบกมือลาสเวน
อย่างแน่นอนด้วยผลการแข่งขันนี้ และอาจชวดโควตาแฟร์เพลย์ไปยูฟ่า คัพ จากโทษใบแดงของดันน์ในเกมนี้อีกต่างหาก
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
มิดเดิลสโบรห์
: มาร์ค ชวาเซอร์ 6 , ลุค ยัง 7 (โทนี่ แม็คมาน น.75 6), คริส ริกก็อตต์
7, เดวิด วีเธอร์ 7, เอ็มมานูเอล โปกาเต็ตซ์ 7, จอร์จ บัวเต็ง 7, ฟาบิโอ
โรเชมบัค 9, ฮูลิโอ อาร์ก้า 7 (อดัม จอห์นสัน น.62 7), สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง
9, ตุนกาย ซานลี่ 8 (เฌเรมี่ อาลิอาดิแยร์ น.62 7), อฟอนโซ่ อัลเวส 10
สำรองไม่ได้ลงสนาม : รอสส์
เทิร์นบุลล์, แอนดรูว์ เทย์เลอร์
ใบเหลือง : โปกาเต็ตซ์ น.21,
ยัง น.26
แมนฯ ซิตี้ : อันเดรียส
ไอซัคส์สัน 4, ซุน จิไห่ 3, เวดราน คอร์ลูก้า 6, ริชาร์ด ดันน์ 2, ไมเคิล
บอลล์ 4, สตีเฟ่น ไอร์แลนด์ 5, เกลสัน เฟอร์นันเดส 4, มาร์ติน เปตรอฟ 5
(เอลาโน่ น.71 7), ฮาเบียร์ การ์ริโด้ 4, ดาร์ริอุส วาสเซลล์ 5 (ดีทมาร์
ฮามันน์ น.62 4), เบนจานี่ เอ็มวารูวารี 4 (เนรี่ คาสตินโญ่ น.13 4)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : โจ
ฮาร์ท, เฟลิเป้ ไคเซโด้
ใบเหลือง : ซุน น.54
ใบแดง : ดันน์ น.15
ผู้ตัดสิน : ฟิล ดาวด์
เอฟเวอร์ตัน
3-1 นิวคาสเซิล
สนาม : กูดิสัน พาร์ก
ประตู : 1-0 ยาคูบู เอเย็กบินี่
น.28,1-1 ไมเคิล โอเว่น(จุดโทษ) น.47,2-1 โจเลียน เลสคอตต์ น.70,3-1ยาคูบู
เอเย็กบินี่(จุดโทษ) น.82
ผู้ชม : 39,592 คน
เอฟเวอร์ตัน ปิดท้ายฤดูกาลได้อย่างสวยงามสุดๆ
เมื่อเปิดกูดิสัน พาร์กไล่อัดนิวคาสเซิล 3-1 คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่าคัพในซีซันหน้าเรียบร้อย
ทีมทอฟฟี่เกมนี้ยังไม่ชัวร์ว่าจะได้ที่
5 แน่นอน เพราะถ้าพวกเขาแพ้ และแอสตัน วิลล่าชนะ จะทำให้โดนแซงอันดับทันที
ทางเดวิด มอยส์จึงส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงบู๊ มีทั้งยาคูบู เอเย็กบินี่ และลี
คาร์สลีย์ นำทัพ
ในขณะที่นิวคาสเซิลเกมนี้ ใช้ผู้เล่นชุดผสมลงแข่งขัน
โดยมีรายชื่อของทั้งอลัน สมิธ,ชาร์ล เอ็นซ็อกเบีย และดาเมียน ดัฟฟ์ ที่ปกติแล้วไม่ค่อยได้ลงด้วย
เปิดฉากมาปั๊บ แอนดี้ คาร์โรลล์
กองหน้าดาวรุ่งของนิวคาสเซิลมีโอกาสทักทายก่อน จะการยิงไกลกว่า 20 หลา
บอลพุ่งวาบเป็นลูกปืน แต่ทิม ฮาวเวิร์ดดักทางไว้ได้สวย
แต่การยิงครั้งนั้น ก็เป็นแค่โอกาสครั้งเดียวของทีมแม็กไพส์
ในครึ่งแรก เพราะเอฟเวอร์ตันเป็นฝ่าย ไล่บี้ ไล่นวดแทบจะตลอด นาทีที่ 19
มานูเอล เฟอร์นันเดซบอมบ์ฟรีคิกเข้ามา ฟิล จาเกียลก้า กระโดดตีลังกาทันที
แต่บอลก็หลุดกรอบออกไปซะอีก
และแล้วเมื่อมาถึงนาทีที่ 28 ทีมทอฟฟี่ก็ขึ้นนำ
1-0 จนได้ จากลูกเซตพีซอีกครั้ง มานูเอล เฟอร์นันเดซ โยนบอลเข้าไปที่จุดนัดพบ
ยาคูบูสอดขึ้นมาโขกเน้นๆเสียบมุมอย่างสวยงาม
อีก 6 นาทีต่อมาแฟนๆเอฟเวอร์ตันก็ต้องดีใจเก้อ
เมื่อโจเลียน เลสคอตต์ โหม่งตั้งมาให้ ยาคูบูขวิดเข้าไปตุงตาข่าย แต่ผู้ตัดสินเป่าว่าเลสคอตต์ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว
ก่อนจบครึ่งแรก เอฟเวอร์ตันมีโอกาสจะจะอีกสองสามครั้ง
จากมานูเอล เฟอร์นันเดซ และวิคเตอร์ อานิเชเบ้ แต่ทว่าสตีฟ ฮาร์เปอร์โชว์ฟอร์มเยี่ยมปัดป้องเอาไว้ได้ทุกครั้ง
แต่จากที่โดนยำตลอดครึ่งแรก พอเปิดมาครึ่งหลังปั๊บ
นิวคาสเซิลก็ตีเสมอ 1-1 ได้อย่างรวดเร็วเหลือเกิน เมื่อชาร์ล เอ็นซ็อกเบียโดนโยโบ
ทำฟาวล์ในเขตโทษ และผู้ตัดสินวอลตัน ก็เป่าเป็นลูกโทษทันที
โดยเป็นทางไมเคิล โอเว่น ตัวแสบของเอฟเวอร์โตเนียน
ยิงยัดเต็มๆ ซึ่งบอลพุ่งแรงจัดลอดตัวของฮาวเวิร์ดไปเฉยเลย ทั้งๆที่พุ่งไปถูกทางแล้ว
แต่นิวคาสเซิลพอยิงได้แล้วก็ช็อตไปดื้อๆ
กลับเป็นทางเจ้าถิ่นที่เดินหน้ายำอยู่แบบวันเวย์ จนถึงนาทีที่ 55 ฟิล จาเกียล
ก้าได้โหม่งเต็มๆหัว บอลพุ่งเช็ดคานออกหลังไปแบบน่าเสียดายมากๆ
อย่างไรก็ตาม การโหมบุกอย่างหนักของเอฟเวอร์ตันก็มาสัมฤทธิผลจนได้
ในนาทีที่มานูเอล เฟอร์นันเดซ ตักบอลลึกไปถึงเสาสอง ถึงเลสคอตต์ที่เติมขึ้นมาสูง
แปสวนตัวฮาร์เปอร์เข้าไปสบาย ส่งทอฟฟี่นำ 2-1 แล้ว
ยังไม่พอแค่นั้น พอถึงนาทีที่ 82
เอฟเวอร์ตันก็ได้ประตูปิดกล่องเป็น 3-1 จนได้ เมื่อสตีเว่น เทย์เลอร์ไปสอยออสมันในเขตโทษ
ยาคูบู เอเย็กบินี่รับอาสายิงจุดโทษ ซึ่งก็ไม่มีพลาด ยิงผ่านมือฮาร์เปอร์เข้าไปสบาย
และสุดท้ายก็หมดเวลา 90 นาที เอฟเวอร์ตันจึงชนะไปด้วยสกอร์นี้
คว้าอันดับห้าของตารางได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่นิวคาสเซิลก็เป็นอีกหนึ่งปีที่มือเปล่าเช่นเคย
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
เอฟเวอร์ตัน
: ทิม ฮาวเวิร์ด 6,ฟิล เนวิลล์ 6,โจเซฟ โยโบ 5(เลจ์ตัน เบนส์ 5 น.85),ฟิล
จาเกียลก้า 6,โจเลียน เลสคอตต์ 8,สตีเว่น พีนาร์ 7,มานูเอล เฟอร์นันเดซ
9,ลี คาร์สลีย์ 7(โทมัส กราเวเซ่น 5 น.90),ลีออน ออสมัน 7,เอเย็กบินี่
ยาคูบู 8,วิคเตอร์ อานิเชเบ้ 6(แจ็ก ร็อดเวลล์ 5 น.90)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : สเตฟาน
เวสเซลล์,แดน กอสลิง
นิวคาสเซิล : สตีฟ ฮาร์เปอร์
8,ฮาบิบ เบย์ 6,อับดุลลาเย่ ฟาย 6(กาซาป้า 6 น.46),สตีเว่น เทย์เลอร์ 6
(ปีเตอร์ ราเมจ 5 น.90),โจเซ่ เอ็นริเก้ 6(คาเซนก้า ลัวลัว 5 น.79),อลัน
สมิธ 5,นิกกี้ บัตต์ 7,ชาร์ล เอ็นซ็อกเบีย 8,ไมเคิล โอเว่น 6,แอนดี้ คาร์โรลล์
5,ดาเมียน ดัฟฟ์ 5
สำรองไม่ได้ลงสนาม : เฟรเซอร์
ฟอร์สเตอร์,เบน โทเซอร์
ใบเหลือง : อลัน สมิธ,ดาเมียน
ดัฟฟ์
ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ วอลตัน
เวสต์แฮม 2-2
แอสตัน วิลล่า
สนาม : อัพตัน ปาร์ค
ประตู : 1-0 โนลแบร์โต้
โซลาโน่ น.8,1-1 แอชลี่ย์ ยัง น.14,1-2 แกเร็ธ แบร์รี่ น.58,2-2 ดีน แอชตัน
น.88
ผู้ชม : 34,969 คน
ดีน แอชตัน สวมบทฮีโร่ช่วยให้ "ขุนค้อน"
เวสต์แฮม ไม่แพ้ส่งท้ายไล่ตามตีเสมอ แอสตัน วิลล่า 2-2
แอนตอน เฟอร์ดินานด์ ผ่านทดสอบความฟิตกลับมารับใช้
"ขุนค้อน" นัดปิดฤดูกาลพอดีทำให้ จอห์น แพนต์ซิล กระเด็นสำรองเช่นเดียวกั
เฮย์เดน มูลลินส์ หลีกทางให้ โนลแบร์โต้ โซลาโน่ คืนตัวจริง
ด้าน มาร์ติน โอนีล ผู้จัดการทีมวิลล่าที่ต้องการชัยชนะเพื่อไปยูฟ่า
คัพ ไม่เปลี่ยนแปลงจากนัดที่แพ้คาบ้านต่อ วีแกน เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน โอลอฟ
เมลเบิร์ก ได้เล่นนัดสั่งลาพรีเมียร์ ชิพก่อนย้ายไป ยูเวนตุส
เปิดฉากครึ่งแรกเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น
วิลล่า น่าจะได้ประตูขึ้นนำจากการหลุดเข้าไปยิงของ แอชลี่ย์ ยัง หนึ่งในสตาร์ยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลแต่ทว่าโชคร้ายที่ดันชนเสาเสียก่อน
เปิดฉากครึ่งแรกแค่ 6 นาทีเท่านั้น
เจ้าถิ่นพังประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะ วิลเฟรด บูม่า ทำฟาวล์
แอนตอน เฟอร์ดินานด์ กรรมการเป่าฟรีคิกเยื้องฝั่งซ้าย โนลแบร์โต้ โซลาโน่
รับหน้าที่สังหารปั่นไซด์หนีกำแพงเสียบตาข่าย
พอเสียประตู วิลล่า อยู่ไม่ได้เพราะถ้าแพ้อดไปยูฟ่า
คัพ ทันทีเลยนาที 14 ตามตีเสมอสำเร็จ ไนเจล รีโอ โคเกอร์ จ่ายให้แอชลี่ย์
ยัง ดาวรุ่งกระชากเข้าไปยิงด้วยเท้าขวาผ่านมือนายทวาร โรเบิร์ต กรีน
จากนั้นเกม "สิงห์ผงาด" เล่นดีกว่าชัดเจนและเกือบจะแซง
นำในช่วงท้ายครึ่งแรก ยัง ไหลให้ ยอห์น คาริว หอกร่างโย่งพุ่งเข้าชาร์จไม่โดนไม่งั้นเป็นประตูไปแล้ว
หมดครึ่งแรกเสมอ 1-1
ครึ่งหลัง วิลล่า ที่ต้องการชนะเพื่อยูฟ่าครองเกมบุกก่อนจะมาได้ประตูในนาที
58 แกเร็ธ แบร์รี่ ทำชิ่งหนึ่ง-สองกับ รีโอ โคเกอร์ ยิงไปติดเซฟ โรเบิร์ต
กรีน นายทวารปัดออกมาเข้าทางปืน แบร์รี่ ซ้ำเข้าไป "สิงห์ผงาด" นำห่าง
2-1
จากนั้น เวสต์แฮม พยายามฮึดสู้และน่าจะได้ประตูตีเสมอในอีก
2 นาทีให้หลังจากการยิงของ บ็อบบี้ ซาโมร่า แต่ทว่าโชคร้ายไปชนเสาเสียก่อนว
เหลืออีก 2 นาทีจะหมดเวลาการแข่งขัน
"ขุนค้อน" โชว์สปิริตส่งท้ายตามตีเสมอได้สำเร็จ มาร์ก โนเบิล ไหลให้ ดีน
แอชตัน วิ่งเข้ามายิงแบบไม่ต้องจับเสียบตาข่าย จบเกมเสมอ 2-2
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
: โรเบิร์ต กรีน 6,ลูคัส นีลล์ 7,เจมส์ ทอมกิ้นส์ 6,แอนตอน เฟอร์ดินานด์
7,จอร์จ แม็คคาร์ทนี่ย์ 5(จอห์น แพนท์ซิล 6 น.46),โนลแบร์โต้ โซลาโน่ 7(เฟรด
เซียร์ส 5 น.80),มาร์ก โนเบิ้ล 7,สกอตต์ ปาร์คเกอร์ 7,หลุยส์ บัว มอร์เต้
7,บ็อบบี้ ซาโมร่า 6(คาร์ลตัน โคล 5 น.73),ดีน แอชตัน 8
สำรองไม่ได้ลงสนาม : ริชาร์ด
ไรท์ ,เฮย์เด้น มูลลินส์
ใบเหลือง : ลูคัส นีลล์,สกอตต์
ปาร์คเกอร์
แอสตัน วิลล่า : สกอตต์
คาร์สัน 6,โอลอฟ เมลล์เบิร์ก 7,มาร์ติน เลาร์เซ่น 6,แซต ไนท์ 7,วิลเฟรด
บูม่า 6,สติลิยัน เปตรอฟ 6,ไนเจล รีโอ โคเกอร์ 9,แกเร็ธ แบร์รี่ 8,แอชลี่ย์
ยัง 8,ยอห์น คาริว 7(มาร์ลอน แฮร์วู้ด 5 น.87),กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ 6
สำรองไม่ได้ลงสนาม: สจ๊วร์ต
เทย์เลอร์ ,มุสตาฟา ซาลิฟู,เวย์น เราท์เลดจ์,ฌอน มาโลนี่ย์
ใบเหลือง : โอลอฟ เมลเบิร์ก,สติลิยัน
เปตรอฟ
ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน
ปอร์ทสมัธ 0-1
ฟูแล่ม
สนาม : แฟรตตัน ปาร์ค
ประตู : 0-1 แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์
น.76
ผู้ชม : 20,532 คน
แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ สวมบทวีรบุรุษแห่ง
"เจ้าสัว" ฟูแล่ม พังประตูชัยบุกชนะ ปอร์ทสมัธ 1- 0 พร้อมกับอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ชิพไปแบบหวุดหวิดทีเดียว
แฮร์รี่ เรดแนปป์ บอสตาปรือไม่มี
เดวิด เจมส์ นายทวารยอดเยี่ยมแห่งพรีเมียร์ชิพ และ โซล แคมป์เบลล์ กองหลังพันธุ์แกร่งที่ดันเจ็บเสียก่อน
ขณะเดียวกัน โน พามาร็อต คืนตัวจริงเป็นนัดแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
รวมถึง เปโดร เมนเดส ออกสตาร์ตแทน ซุลลี่ย์ มุนตารี่ ยังไม่หายเดี้ยง
รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีมเจ้าสัวรักษาชุดผู้เล่นที่ดีที่สุดซึ่งเก็บชัย
3 เกมรวดและต้องการชนะอีกนัดเพื่อการันตีความอยู่รอดโดยไม่ต้องไปลุ้นผลคู่อื่น
ไบรอัน แม็คไบรด์ ยืนหน้าคู่ ดิโอมานซี่ กามาร่า
เปิดฉากครึ่งแรก ฟูแล่ม ที่ต้องการชนะเพื่อรับประกันอยู่รอดบุกเข้าใส่ทันทีและได้เสียวก่อนเลย
จิมมี่ บุลลาร์ด วางบอลยาวจากทางซ้ายให้ ดิโอมานซี่ กามาร่า ซัดตามน้ำหลุดกรอบออกไปนิดเดียว
ผ่าน 10 นาทีเจ้าถิ่นเริ่มตั้งหลักได้เปิดเกมรุกสู้
เจอร์เมน เดโฟ จ่ายให้ นิโก้ ครันชาร์ ส่งต่อ เอ็นวานโก้ คานู ยิงด้วยเท้าขวาข้ามคานไปเอง
จากนั้น ฟูแล่ม บุกหนักต่อแต่กองหลังลอยขึ้นสูงเกินไปเกือบเสียประตู
จากจังหวะสวนกลับ เกล็น จอห์นสัน ลากตะลุยก่อนจ่ายทะลุให้ เจอร์เมน เดโฟ
ชิพสวนตัว เคซี่ย์ เคลเลอร์ ข้ามคาน หมดครึ่งแรกเสมอแบบไร้สกอร์
ครึ่งหลัง ปอร์ทสมัธ พยายามเล่นเต็มที่เอาใจแฟนๆ
โดยเฉพาะ 10 นาทีแรกมีลุ้นถึง 2 ครั้งจากจังหวะการยิงของ เดโฟ กับ ครันชาร์
แต่ไม่ผ่านมือ เคซี่ย์ เคลเลอร์ นายทวารมะกันที่นัดนี้ไม่พลาดเลย
เหลือไม่ถึง 15 นาที ฟูแล่ม มาได้ประตูที่ต้องการเสียทีจากจังหวะฟรีคิกฝั่งขวา
จิมมี่ บุลลาร์ด โยนเข้ากลาง แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ แอบสอดจากด้านหลังขึ้นโขกเช็กตุงตาข่าย
"เจ้าสัว" นำ 1-0 ก่อนจะรักษาสกอร์จนหมดเวลาการแข่งขัน
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
ปอร์ทสมัธ
: เจมี่ แอชดาวน์ 6,เกล็น จอห์นสัน 6,ซิลแว็ง ดิสแต็ง 6,โน พามาร็อต 6,เฮอร์มันน์
ไฮร์ดาร์สสัน 7,จอห์น อูตาก้า 6,ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า 5(ซุลลี่ย์ มุนตารี่
6 น.83),เปโดร เมนเดส 5(ฌอน เดวิส 6 น.73),นิโก้ ครันชาร์ 8,เจอร์เมน เดโฟ
5,เอ็นวานโก้ คานู 6(มิลาน บารอส 6 น.73)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : แอสเมียร์
เบโกวิช ,มาร์ก วิลสัน
ใบเหลือง :-
ฟูแล่ม : เคซี่ย์ เคลเลอร์
6,พอล สตาลเตรี่ 7,แอร่อน ฮิวจ์ส 7,เบรเด ฮังเกลันด์ 7,พอล คอนเชสกี้ 5,ไซม่อน
เดวี่ส์ 7,แดนนี่ เมอร์ฟี่ย์ 7,จิมมี่ บุลลาร์ด 6,คลินตัน เดมป์ซี่ย์ 5(เอริค
เนฟลันด์ 7 น.72),ดิโอมานซี่ กามาร่า 7(ลีออน อันเดรียเซ่น 6 น.85),ไบรอัน
แม็คไบรด์ 6
สำรองไม่ได้ลงสนาม : โทนี่
วอร์เนอร์,คาร์ลอส โบคาเนกรา,เดวิด ฮีลี่ย์
ใบเหลือง : -
ผู้ตัดสิน : มาร์ก คลัตเตนเบิร์ก
เบอร์มิงแฮม 4-1
แบล็คเบิร์น
สนาม : เซนต์ แอนดรูว์ส
ประตู : 1-0 เดวิด เมอร์ฟี่
น.31, 1-1 มอร์เท่น แกมสต์ พีเดอร์เซ่น น.49, 2-1 คาเมรอน เจอโรม น.73,
3-1 คาเมรอน เจอโรม น.89, 4-1 ฟาบริซ มูอัมบ้า น.90
ผู้ชม : 26,668 คน
"ลูกโลก" เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ในที่สุดก็ไม่รอดต้องตกชั้นสู่แชมเปี้ยนชิพ
เพราะแม้จะเปิดบ้านได้ยำแบล็คเบิร์นได้ถึง 4-1 แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากฟูแล่ม
คู่แข่งหนีตกชั้นก็สามารถล้มปอร์ทสมัธลงได้ในวันเดียวกัน
ทั้งนี้ จากความปราชัยของแบล็คเบิร์นส่งผลทำให้พวกเขาพลาดตั๋วไปเล่นในศึกอินเตอร์
โตโต้ คัพ ทั้งที่แอสตัน วิลล่า ทำได้แค่เสมอเวสต์แฮม 2-2 แล้วก็ตาม
เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 32 เบอร์มิงแฮม
ได้ฤกษ์เบิกสกอร์แรกตั้งแต่นาทีที่ 31 จากจังหวะที่เดวิด เมอร์ฟี่ ดาวเตะค่าตัว
1.5 ล้านปอนด์จากฮิเบอร์เนี่ยน พาบอลเติมขึ้นสูงจากทางซ้าย ก่อนยิงไกล
20 หลา บอลพุ่งฮุกลงพื้นในจังหวะเดียวกับที่แบรด ฟรีเดล กำลังพยายามก้มตัวรับพอดีเจ้าถิ่นจึงขึ้นนำ
1-0
แต่เข้าสู่ครึ่งเวลาหลัง ทีมเยือนก็ตามตีเสมอ
1-1 ได้สำเร็จ จากฝีเท้าของ มอร์เท่น แกมสต์ พีเดอร์เซ่น โดยได้ประตูจากจังหวะที่เดเมี่ยน
จอห์นสัน ทำพลาดเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษตัวเอง และเป็นเจสัน โรเบิร์ตส์ ที่หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงมุมแคบให้ไมค์
เทย์เลอร์ ต้องออกแรงเซฟถึง 2 ครั้ง แต่บอลยังไม่พ้นอันตรายมาถึงโรเก้
ซานตา ครูซ ที่โชว์ความนิ่งไหลบอลจากกลางประตูให้ แกมสต์ พีเดอร์เซ่น ยิงที่เสาไกลไม่เหลือซาก
จากสถานการณ์ที่ต้องชนะเท่านั้น
ทำให้กุนซือเล็กซ์ แมคลิช ไม่มีทางเลือกต้องส่งแนวรุกลงมาเสริมความดุดัน
และตัวสำรองอย่าง คาเมรอน เจอโรม ก็รับบทซูเปอร์ซับไปครองหลังยิงให้ทีมกลับมาขึ้นนำ
2-1 อีกครั้ง นาทีที่ 73 และทิ้งห่างเป็น 3-1 นาทีที่ 89 โดยลูกแรกหวดยิงตามน้ำอย่างสุดสวย
และลูกที่สองยิงไปติดมือฟรีเดล แต่ความแรงของลูกก็ยังเพียงพอที่จะส่งบอลเข้าไปนอนนิ่งที่ก้นตาข่ายอยู่
ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เบอร์มิงแฮม
มาได้ประตูอีกลูกจาก ฟาบริซ มูอัมบ้า ที่ขึ้นโขกลูกครอสของเมห์ดี้ นาฟตี้
ให้ทีมเอาชนะไปขาดลอย 4-1 แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะทำให้พวกเขาอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไป
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
เบอร์มิงแฮม ซิตี้
: ไมค์ เทย์เลอร์ 8, สตีเฟ่น เคลลี่ 7, ราดี้ จาอิดี้ 6, เลียม ลิดจ์เวลล์
7, เดวิด เมอร์ฟี่ 7, เซบาสเตียน ลาร์สสัน 6, ฟาบริซ มูอัมบ้า 7, เดเมี่ยน
จอห์นสัน 6(เมห์ดี้ นาฟตี้ 7 น.73), โอลิวิเยร์ กาโป 9(แกรี่ แมคเชฟฟรีย์
5 น.87), มิกาเอล ฟอร์สเซลล์ 6(คาเมรอน เจอโรม 8 น.69), เมาโร ซาราเต้
7
สำรองไม่ได้ลงสนาม : โคลิน
ดอยล์, สจ๊วร์ต พาร์นาบี้
ใบเหลือง : ลิดจ์เวลล์,
ลาร์สสัน, จอห์นสัน
แบล็คเบิร์น : แบรด ฟรีเดล
6, สตีเฟ่น รีด 6, คริสโตเฟอร์ แซมบ้า 7, ไรอัน เนลเซ่น 6, สตีเฟ่น วอร์น็อค
7(เบนนี่ แมคคาร์ธี่ 5 น.81), เดวิด เบนท์ลีย์ 6, เบรตต์ เอเมอร์ตัน 7,
โยฮัน โฟเกิล 6(เดวิด ดันน์ 5 น.67), มอร์เท่น แกมสต์ พีเดอร์เซ่น 7(ตูกาย
เคลิโมกลู 5 น.67), โรเก้ ซานตา ครูซ 8, เจสัน โรเบิร์ตส์ 7
สำรองไม่ได้ลงสนาม : เจสัน
บราวน์, ซูรับ คิซานิชิวิลี่
ใบเหลือง : ซานตา ครูซ,
โรเบิร์ตส์
ผู้ตัดสิน : ฮาวเวิร์ด เว็บบ์
ดาร์บี้ 0-4
เรดดิ้ง
สนาม : ไพรด์ ปาร์ค
ประตู : 0-1 เจมส์ ฮาร์เปอร์
น.15,0-2 เดฟ คิตสัน น.61,0-3 เควิน ดอยล์ น.69,0-4 เลรอย ลิต้า น.90
ผู้ชม : 33,087 คน
ไม่มีปาฎิหาริย์สำหรับ เรดดิ้ง
แม้ไล่ยำใหญ่ "แกะเขาเหล็ก" ดาร์บี้ 4-0 แต่ยังไม่ดีพอต้องน้ำตาตกหล่นชั้นไปเล่นเดอะแชมเปี้ยนชิพ
แกรม เมอร์ตี้ กัปตันทีมเรดดิ้งกลับมาลงสนามให้กับ
เรดดิ้ง อีกครั้งรวมไปถึง จอห์น ออสเตอร์,มาเร็ค มาเตยอฟสกี้ ได้รับโอกาสจากกุนซือ
สตีฟ คอปเปลล์ ที่ต้องการชัยชนะเพื่อหนีตกชั้น
เดวิด โจนส์,เอมานูเอล บีญา,ไมล์
สเตอร์ยอฟสกี้,เลวิน เอ็นยาตันก้า ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงซึ่งถือเป็นการสั่งลาของ
ดาร์บี้ ก่อนจะหล่นชั้นคืนสู่เดอะแชมเปี้ยนชิพ
เปิดฉากครึ่งแรก เรดดิ้ง โหมบุกหนักทันทีเพื่อความอยู่รอดแค่
5 นาทีมีลุ้นจากจังหวะ เลรอย ลิต้า หลุดเข้าไปยิงแบบหวังผลแต่ทว่า รอย
คาร์โรลล์ โชว์เซฟเอาไว้ได้
แต่แล้วอีก 10 นาทีทีมเยือนมาได้ประตูที่ต้องการ
เดฟ คิตสัน ทำชิ่งให้ เจมส์ ฮาร์เปอร์ แตะก่อนหนึ่งจังหวะก่อนปั่นไซด์โค้งบนเส้น
18 หลาเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม เรดดิ้ง นำ 1-0
จากนั้น ดาร์บี้ พยายามเปิดเกมบุกสู้บ้างเหลืออีก
5 นาทีจะหมดเวลามีลุ้นเล็กๆจาก เดวิด โจนส์ ลักไก่ตะบันไกลระยะ 25 หลา
มาร์คุส ฮาห์เนมันน์ โชว์เซฟพุ่งปัดออกไปได้ หมดครึ่งแรก เรดดิ้ง นำ 1-0
ครึ่งหลัง เรดดิ้ง ยังเดินหน้าบุกต่อไปกระทั่งผ่าน
1 ชั่วโมงสามารถบวกสกอร์ที่สอง สตีเฟ่น ฮันท์ จ่ายฟรคิกให้ นิคกี้ ชอรี่ย์
ตะบันไกล รอย คาร์โรลล์ นายทวารปัดออกมา เลต้า ไววิ่งตามไปเอาบอลก่อนเปิดจากสุดเส้นหลังฝั่งขวาผ่านเข้ากลาง
คิตสัน ล้มตัวจิ้มเข้าไปให้ทีมหนี 2-0
ยิ่งเล่น ดาร์บี้ ยิ่งเละอีก 6
นาทีเสียประตูที่สาม จากจังหวะหลุดโล่งๆเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายของ
เควิน ดอยล์ ตัวสำรองผ่านเข้ากลางกองหลังดาร์บี้พยายามสกัดแต่ไม่พ้น ดอยล์
ที่ล้มตัวไปแล้วจิ้มสวนตัวนายทวารเข้าไป เรดดิ้ง ทิ้ง 3-0
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เรดดิ้ง มาได้ประตูปลอบใจสำหรับตกชั้น
สตีเฟ่น ฮันท์ หลุดโล่งๆจากฝั่งขวาก่อนผ่านเข้ากลาง เลรอย ลิต้า พุ่งตอร์ปิโดบกโขกเข้าไป
จบเกม "เดอะ รอยัลส์" ถล่ม 4-0
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม/คะแนนความสามารถ
ดาร์บี้
: รอย คาร์โรลล์ 6,ไทโรน เมียร์ 6,ดาร์เรน มัวร์ 5,เลวิน เอ็นยาตันก้า
6,เอ็ดดี้ เลวิส 6,ไมล์ สเตอร์ยอฟสกี้ 5(มาร์ก เอ็ดวอร์ธี่ 6 น.46),ร็อบบี้
ซาเวจ 5(เบนนี่ เฟย์ฮาเบอร์ 6 น.46),ฮอสซัม กาลี่ 5,เดวิด โจนส์ 6,เอมานูเอล
บีญ่า 5(ปาริส ซิมมอนส์ 6 น.63) ,เคนนี่ มิลเลอร์ 6
สำรองไม่ได้ลงสนาม : เลวิส
ไพรส์ ,ไมล์ แอดดิสัน
ใบเหลือง : -
เรดดิ้ง : มาร์คุส ฮาห์เนมันน์
7,แกรม เมอร์ตี้ 7,อิวาร์ อิกิมาร์สสัน 7,ไมเคิล ดูเบอร์รี่ 6,นิคกี้ ชอรี่ย์
7,จอห์น ออสเตอร์ 7,เจมส์ ฮาร์เปอร์ 8(อังเดร บิเคย์ 6 น.86),มาเร็ค มาเตยอฟสกี้
7(คาลิฟา ซิสเซ่ 7 น.83) ,สตีเฟ่น ฮันท์ 7,เลรอย ลิต้า 7,เดฟ คิตสัน(เควิน
ดอยล์ 7 น.66)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : อดัม
เฟเดริชี่ ,จิมมี่ เคเบ
ใบเหลือง : เควิน ดอยล์
ผู้ตัดสิน : ไมค์ ไรลี่ย์
|
ทีม
|
แข่ง
|
ชนะ
|
เสมอ
|
แพ้
|
ได้
|
เสีย
|
ผลต่าง
|
คะแนน
|
| ** 1.แมนฯ ยูไนเต็ด |
38
|
27
|
6
|
5
|
80
|
22
|
58
|
87
|
| 2.เชลซี |
38
|
25
|
10
|
3
|
65
|
26
|
39
|
85
|
| 3.อาร์เซนอล |
38
|
24
|
11
|
3
|
74
|
31
|
43
|
83
|
| 4.ลิเวอร์พูล |
38
|
21
|
13
|
4
|
67
|
28
|
39
|
76
|
| 5.เอฟเวอร์ตัน |
38
|
19
|
8
|
11
|
55
|
33
|
22
|
65
|
| 6.แอสตัน วิลล่า |
38
|
16
|
12
|
10
|
71
|
51
|
20
|
60
|
| 7.แบล็คเบิร์น |
38
|
15
|
13
|
10
|
50
|
48
|
2
|
58
|
| 8.ปอร์ทสมัธ |
38
|
16
|
10
|
12
|
48
|
40
|
8
|
57
|
| 9.แมนฯ ซิตี้ |
38
|
15
|
10
|
13
|
45
|
53
|
-8
|
55
|
| 10.เวสต์แฮม |
38
|
13
|
10
|
15
|
42
|
50
|
-8
|
49
|
| 11.สเปอร์ส |
38
|
11
|
13
|
14
|
66
|
61
|
5
|
46
|
| 12.นิวคาสเซิล |
38
|
11
|
10
|
17
|
45
|
65
|
-20
|
43
|
| 13.มิดเดิลสโบรห์ |
38
|
10
|
12
|
16
|
43
|
53
|
-10
|
42
|
| 14.วีแกน |
38
|
10
|
10
|
18
|
34
|
51
|
-17
|
40
|
| 15.ซันเดอร์แลนด์ |
38
|
11
|
6
|
21
|
36
|
59
|
-19
|
39
|
| 16.โบลตัน |
38
|
9
|
10
|
19
|
36
|
54
|
-18
|
37
|
| 17.ฟูแล่ม |
38
|
8
|
12
|
18
|
38
|
60
|
-22
|
36
|
| *18.เรดดิ้ง |
38
|
10
|
6
|
22
|
41
|
66
|
-25
|
36
|
| *19.เบอร์มิงแฮม |
38
|
8
|
11
|
19
|
46
|
62
|
-16
|
35
|
| *20.ดาร์บี้ |
38
|
1
|
8
|
29
|
20
|
89
|
-69
|
11
|
|
สรุปอันดับตารางคะแนนทั้งหมด
แมนฯยูไนเต็ด : แชมป์พรีเมียร์ลีก
และ เข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีก อัตโนมัติ
เชลซี : เข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีก
อัตโนมัติ
อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล
: เข้ารอบคัดเลือกแชมเปี้ยนส์ลีก
เอฟเวอร์ตัน : เข้ารอบยูฟ่าคัพอัตโนมัติ
แอสตัน วิลล่า : อินเตอร์
โตโต้คัพ
เรดดิ้ง,เบอร์มิงแฮม และดาร์บี้
: ตกชั้นสู่แชมเปี้ยนชิพ
สรุปอันดับดาวซัลโว
31 ประตู : คริสติอาโน่
โรนัลโด้ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
24 ประตู : เอ็มมานูเอล
อาเดบายอร์ (อาร์เซ- นอล),เฟอร์นันโด ตอร์เรส (ลิเวอร์พูล)
19 ประตู : โรเก้
ซานต้า ครูซ (แบล็คเบิร์น)
15 ประตู : ดิมิทาร์
เบอร์บาตอฟ (สเปอร์ส),ร็อบบี้ คีน(สเปอร์ส),เบนจานี่ เอ็มวารูวารี
(แมนฯซิตี้),ยาคูบู อเย็กเบนี่ (เอฟเวอร์ตัน)
14 ประตู : คาร์ลอส
เตเบซ (แมนฯ ยูไนเต็ด)
13 ประตู : ยอห์น
คาริว(แอสตัน วิลล่า)
12 ประตู : เวย์น
รูนี่ย์ (แมนฯ ยูไนเต็ด),เจอร์เมน เดโฟ (ปอร์ทสมัธ)
|
|
|