อัพเดท 4 มิถุนายน 2551

โดย หมอเมา

หมอเมาจะเริ่มเขี่ยบอล

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมชีพจรลงเท้ามีเรื่องด่วน ต้องเดินทางไปเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียทำให้ออกลูกเกเรเล็กๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผมรับปากเพื่อนเลิฟเฮียนอส ว่าตั้งแต่วันที่หนึ่ง ผมจะบรรเลง หมอเมาเป่านกหวีดแบบนัน สต็อปตลอดเดือน มิ.ย แต่พอพรรคพวกที่หนิดหนมกัน เอ่ยปากชวนผมก็ใจอ่อน เพราะการไปออสเตรเลียมีแรงจูงใจผมมากกว่า
สาเหตุที่ผมใจอ่อน ตกปากรับคำพรรคพวกทันที ก็เพราะสาเหตุ 3 อย่าง อย่างแรก เพื่อนผมนำโปรแกรมรายละเอียดของการไปซิดนีย์ครั้งนี้ว่า มีการนั่งเรือยอชต์ ชมอ่าวชิดนีย์ ที่สวยที่สุดในเมือง โดยเรือยอชต์จะออกจากท่าบ่าย 4 โมงเย็น ล่องไปเรื่อยๆ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเต็ม เพื่อให้แขกทุกท่านได้อิ่มเอมกับความสวยงามของบ้านเรือนผู้คนริมอ่าวซิดนีย์ นอกจากล่องเรือยอชต์แล้ว อาหารเย็นยังเป็นพวกซีฟูด เสิร์ฟด้วย ไวน์แดง ไวน์ขาว แชมเปญอย่างดี แถมงานนี้มีนักดนตรีจากเมืองไทย ร่วมเดินทางมาขับกล่อมทำให้คนใจอ่อนอย่างผม ไม่อาจปฏิเสธพรรคพวกที่เอ่ยปากชวนได้
พูดถึงเรือยอชต์ ต้องบอกว่าประทับใจโคตรๆ เนื่องจากเป็นเรือยอชต์ ที่ทันสมัยมากๆ เป็นเรือ 3 ชั้น พอเรือออกจากท่า ก็ไม่ต้องมีคนขับ ใช้บังคับโดยเทคโนโลยี สมัยใหม่ ตั้งทิศทางการเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีเรดาร์ หากผมไม่ถามคนดูแลเรือ ผมคงเสียวตลอดเวลา แต่พอรู้เหตุผลว่าปลอดภัยสุดๆ เนื่องจาก เรดาร์ และคอมพิวเตอร์จะเซฟความปลอดภัยให้ทุกอย่าง ไม่มีการชนกันแบบตั้งใจและบังเอิญอย่างแน่นอน เวลามีอะไรเข้ามาในระยะหรือทิศทาง จะมีเสียงร้องเตือนผู้ควบคุมเรือให้รู้ล่วงหน้า เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อน ตัวใหม่ ดูแล้วทันสมัยแบบผมประทับใจโคตรๆ เลย
พอไม่กังวลเรื่องความปลอดภัย ผมก็เลยสนุกเต็มที่ เพราะพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ เป็นเพื่อนชาวนครปฐม เรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่นเดียวกัน ชอบเตะบอลเหมือนกัน พอเรียนจบจุฬาฯ เพื่อนผมจบหมอไปทำมาหากินอยู่บ้านเกิดนครปฐมชื่อหมอชัชวาล ผมก็มีเส้นทางของผม เราไม่พบกันเลยเกือบ 25 ปี พอพบโดยบังเอิญ เลยรำลึกถึงความหลังกันแบบเต็มที่
นอกจากทานอาหารซีฟูดทั้งหอยนางรม ล็อบ- สเตอร์ โคตรปู แล้วยังมีทั้งแชมเปญ ไวน์แดง ไวน์ขาว และเสียงเพลง ทำให้ผมกับหมอชัชวาล สวมวิญญาณ นักร้องที่มิได้รับเชิญ ร้องแบบไม่ไล่ ไม่เลิก ไม่ว่าจะเป็นเพลงร่วมสมัย พวกดิอิมพอสซิเบิ้ล สุชาติ ชวางกูร ชรินทร์ นันทนาคร ฯลฯ ทำให้การล่องเรือ ยอชต์ในอ่าวซิดนีย์ มีความหมายมากขึ้น
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ก็เกือบ 4 ทุ่ม เพราะเจ้าภาพทนเสียงรบเร้าของพวกเราไม่ได้ ทำให้ต้องขอต่อเวลา ล่องเรือ เพิ่มขึ้น จนคนร้อง คนเล่น คนฟัง เหนื่อยอ่อนไปตามๆ กัน แต่ทุกคนก็มีความสุขสนุกสนาน โดยเฉพาะเราสองคน
อย่างที่สอง ผมเป็นคนชอบทานอาหาร และครั้งก่อนยังอาฆาตแค้น อาหารหลายอย่างในเมืองซิดนีย์ ไล่ตั้งแต่ อาหารจีน ผ่านดาวน์ทาวน์ ที่ทำให้ผมติดใจ ทั้งเป๋าฮื้อลวกจิ้ม ลอบสเตอร์ผัดซอสเอ็กซ์โอ โคตรปูที่ใหญ่มาก จนผมต้องกลับมาทานซ้ำเพื่อความมั่นใจ และอาหารปิดท้ายเป็นหมูสับนึ่งปลาเค็ม ที่หากินรสชาติแบบนี้ในเมืองไทยไม่ได้เลย
นอกจากอาหารจีนแล้ว อาหารญี่ปุ่นที่ร้าน RENGUYA ผมมีความหลังฝังใจอย่างไม่มีวันลืม ทั้งเนื้อวากิว เนื้อมัสชึชิตะ นำมากริลส์สไตล์ญี่ปุ่น แล้วยังมีชุดปลาดิบของญี่ปุ่นขนานแท้เป็นออเดิฟ ตบท้ายด้วย ข้าวหน้าปลาไหลย่างซีอิ้ว โดยมีสาเก เป็นเครื่องดื่มบำรุงหัวใจ งานนี้พอทานเสร็จต้องขออนุญาตเดินเล่นเพื่อให้อาหารย่อยอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
ส่วนอาหารเที่ยงผมมีร้านประจำอยู่ 2 แห่ง แห่งแรก ติ่มซำ ในดาวน์ทาวน์ และทานอาหารซีฟูด ที่ซิดนีย์ ฟิช มาร์เก็ต ที่มีพนักงานคนไทยคอย บริการ ร้านนี้นอกจากหอยนางรมตัวใหญ่แล้ว ซีฟูด รวมจิ้มแจ่ว ฝีมือคนไทย ทานแล้วต้องแอบอมยิ้มกับตัวเองว่า ทำไมอร่อยจังทำได้อร่อยมากจนยากที่จะไม่ประทับใจ
นอกจากนั่งเรือยอชต์ ทานอาหารอร่อยแล้ว ผมตั้งใจจะไปนั่งริมอ่าวซิดนีย์ จิบกาแฟ เหมือนคนออสเตรเลีย ที่นิยมออกมานั่งเอาต์ดอร์ ตากแดด ชมวิวริมทะเล บริเวณอ่าวซิดนีย์ ที่สวยที่สุดในเมือง จิบกาแฟหรือดื่มเบียร์ตอนแสงแดดอ่อนๆ ช่วงบ่ายคอกาแฟอย่างผมดูว่า โรแมนติกมาก แถมไปครั้งนี้ ร้านกาแฟที่ผมไปนั่งดื่มพนักงานเป็นคนไทย ดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดี ทำให้ไปออสเตรเลียครั้งนี้ ถึงแม้จะมีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืน แต่บรรลุเป้าหมายได้สมใจ มีโอกาสเมื่อไร ผมจะไปอีกครับ
 
 

 

Back to the top