| Thailandsportsonline | Golf | Soccer | Formula1 | Motorsports | Tennis | Basketball | Boxing | Athletics | Snooker |
| Watersports | NFL | Hotline (Thai) | Hotline (Inter) | Pretty Girl | Pr. News | Linkexchange | CoolLink | Webboard |

golfonline

นักกอล์ฟลองตามผมมาทางนี้แล้ว พยายามอ่านให้เข้าใจ กติกากอล์ฟนั้นไม่ยากหรอก ถ้าเรารู้และสัมผัสอยู่บ่อยๆ เมื่อเราออกรอบในวันนี้ และเราไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์สนาม กอล์ฟ นั้นทางแคชเชียร์ก็จะให้สกอร์การ์ดมาท่านละ ใบในสกอร์การ์ด นั้นจะมีทั้งหมด 18 หลุม
แบ่งออกเป็น 2 รอบ แต่ละรอบก็จะมี พาร์ 3, 4,5และก็จะมีแต้มที่ทางสนามกำหนดไว้ 72 แต้ม 18 หลุม เราจะต้องเล่นให้ชนะแต้มของสนามให้ได้ดังนี้ครับ
พาร์ 3 ก็คือให้ท่านตีลูกตั้งแต่ทีออฟ จนลูกลงหลุมนั้นให้ได้ 3 ที นี่คือ แต้มของหลุมพาร์ 3
พาร์ 4 ก็ตีให้ได้ 4 ที ที่นี้เรามาดูสิว่า คำว่าเบอร์ดี้, อีเกิ้ล, โฮลอินวัน โบกี้ ดับเบิ้ลโบกี้นั้นมาจากไหน มีความหมายอย่างไร
คำว่า พาร์ ก็คือเราต้องทำแต้มให้ได้ตามที่หลุมนั้นกำหนดเอาไว้ เบอร์ดี้ ก็คือท่านต้องทำแต้มให้ได้ต่ำกว่าแต้มที่สนามกำหนดไว้คือ 1 แต้ม เช่น พาร์ 3 ท่านตีได้ 2 ทีลงหลุมเขาเรียกว่า เบอร์ดี้ หรือ -1 แต้ม พาร์ 4 และพาร์ 5 ก็เหมือนกันก็คือ พาร์ 4 ตี 3 ทีพาร์ 5 ตี 4 ทีลงหลุมก็เรียกว่า ได้เบอร์ดี้ ส่วน อีเกิ้ล เป็นแต้มที่ได้ยากแต้มหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครทำได้เลย สำหรับอีเกิ้ลนี้จะมีเฉพาะพาร์ 4 และพาร์ 5 เท่านั้น ก็คือดังนี้ครับ เมื่อท่านทำแต้มได้ที่หลุม พาร์ 4 ก็คือท่านตี 2 ทีลงหลุม เขาเรียกว่าอีเกิ้ลหรือ -2 แต้ม พาร์ 5 ก็ตี 3 ทีลงหลุมหรือ -2 แต้มเหมือนกันที่ผมบอกว่ายากนั้น ก็เพราะว่าทั้งพาร์ 4 และพาร์ 5 นั้นยาวมากท่านจะต้องเป็นคนตีไกลจริงๆ โฮลอินวัน จะมีแต่เฉพาะพาร์ 3 เท่านั้นตีที เดียวลงหลุมไปเลย -2 แต้มถ้าท่านใดตีได้โฮลอิน วันนั้นก็ต้องถือว่าโชคดี+ฝีมือนิดหน่อยครับ ทีนี้เรามาดูสิว่า เขานับแต้มกันยังไง กติกาเป็นยังไงบ้าง ที่ผม เรียนไว้ข้างต้นแล้วว่า
สนามประกอบไปด้วยพาร์ 3, 4,5 นั้นเขานับกันยังไง แล้วจะต้องเล่นยังไงถึงจะได้ตามแต้มที่สนามกำหนด บางท่านอาจจะไม่เข้าใจก็โปรดอ่านหลายๆ เที่ยวนะครับ สนามประกอบไปด้วย 18 หลุมแบ่งออกเป็น 2 รอบๆ ละ 9 หลุม แต่ละหลุมจะมีพาร์ 3, 4, 5 ทางสนามกำหนดไว้ 72 แต้มรอบละ 36 แต้มที่เราจะต้องเล่นให้ชนะแต้มของที่สนามกำหนดเอาไว้
พาร์ 3 สนามกำหนดเอาไว้ว่าเราจะต้องตี 3 ทีลงหลุม
พาร์ 4 เราจะต้องตี 4 ทีลงหลุม
พาร์ 5 เราจะต้องตี 5 ทีลงหลุม
เพราะฉะนั้น 36 แต้ม แต่ละรอบนั้นมาจากไหน ก็คือดังนี้ครับ
1 รอบ มี 9 หลุม ประกอบไปด้วย พาร์ 3, 4, 5 โดยจะมีพาร์ 3 รอบละ 2 หลุม พาร์ 4 รอบละ 5 หลุม พาร์ 5 รอบละ 2 หลุม รวมเป็น 9 หลุม
โดยเอาแต้มของพาร์ 3 2 หลุม มารวมกันเท่า กับ 6 แต้ม พาร์ 4 มี 5 หลุม เท่ากับ 20 แต้ม พาร 5 มี 2 หลุม เท่ากับ 10 แต้ม แล้วเราเอาแต้ม ทั้งหมดมารวมกันก็จะได้ 36 แต้ม 2 รอบก็จะมี 72 แต้ม นี่คือ แต้มจริงที่สนามกำหนดเอาไว้ให้เราเล่นกันเพราะฉะนั้นเราจะต้องตีให้ชนะแต้มที่สนาม กำหนดเอาไว้
(กีฬากอล์ฟนั้นไม่เหมือนกีฬาชนิดอื่นก็ตรงแต้มนี่แหละที่เราจะต้องทำแต้มให้น้อยกว่าที่สนาม กำหนดเอาไว้ถึงจะเรียกว่า เก่ง) เพราะฉะนั้นเราจะต้องเล่นให้ชนะสนามให้ได้และเวลาที่เราไปออกรอบนั้นทางสนามเขาก็จะขายตั๋ว (กรีนฟี) ให้เราทีเดียว 2 รอบเลย และก็จะมีสกอร์การ์ดให้เราเอาไว้ จดแต้มด้วย
ทีนี้เราก็ออกรอบไปโดยท่านตีไปแต่ละหลุมนั้นตีกี่ทีท่านก็จดแต้มเอาไว้ในสกอร์การ์ดนั้นแล้วพอ ท่านเล่นจบ 18 หลุมที่แล้วก็ให้รวมแต้มดูสิว่าวันนี้ท่านตีไป 2 รอบ รวมกันได้กี่แต้ม ท่านตีชนะสนามได้มั้ยถ้าไม่ได้ก็กลับมาฝึกซ้อมในสนาม ไดรฟ ใหม ทำอย่างนี้ทุกๆ ครั้ง จนเล่นเก่ง แล้วก็จะ ชนะสนามได้ โปรดอย่าลืมนะครับว่า ท่านเล่นกับสนามและตัวท่านเอง เราไม่ได้สู้กับเพื่อนร่วมก๊วนเรานะครับ เราจะต้องสู้กับสนาม เพื่อให้ได้แต้มตาม ที่เราต้องการ เพื่อนร่วมก๊วนนั้น ก็คือสีสันการเล่นเพื่อให้สนุกโดยท่านอาจจะแข่งขันกันเองก็ได้ในแต่ละวัน ที่ท่านออกรอบ แต่ท่านต้องพยายามทำแต้มให้ได้ต่ำกว่าสนามนะครับ
โดยที่มือใหม่นั้นท่านเล่น 2 รอบ แต้มรวมกันอาจจะเป็น 90 แต้ม จนถึง 130 แต้ม
ส่วนโปรหรือคนที่เก่ง ก็จะตีต่ำกว่าแต้มสนาม ก็อยู่ประมาณ 60-70 แต้ม เพราะฉะนั้นท่านต้องพยายามทำแต้มให้ต่ำเข้าไว้ จนได้แต้มเฉลี่ยอยู่ประมาณ 75-80 2 รอบ ก็คือว่าท่านนั้นเล่นเก่งแล้ว อย่าลืมนะครับเวลาเล่นทุกครั้งท่านต้องพยา-ยามจดแต้มเอง และนับแต้มรวมทุกครั้งเวลาเล่นจบแล้วกลับมาฝึกฝนให้สม่ำเสมอ ท่านก็จะพัฒนาได้เร็วนะครับ